<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Service Mind Archives - HRDS (Thailand) Ltd.</title>
	<atom:link href="https://hrdsthailand.co.th/category/service-mind/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://hrdsthailand.co.th/category/service-mind/</link>
	<description>หลักสูตรฝึกอบรมการบริการที่เป็นเลิศโดยเฉพาะ</description>
	<lastBuildDate>Mon, 22 Jan 2024 05:38:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://hrdsthailand.co.th/wp-content/uploads/2024/01/cropped-Logo-For-Site-Identity-32x32.webp</url>
	<title>Service Mind Archives - HRDS (Thailand) Ltd.</title>
	<link>https://hrdsthailand.co.th/category/service-mind/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Ep 6 : บริการ เกิดขึ้นที่ไหนได้บ้าง </title>
		<link>https://hrdsthailand.co.th/where-can-service-take-place/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nathan Stewart]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Aug 2023 05:02:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Service Mind]]></category>
		<category><![CDATA[อบรมการบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://hrdsthailand.co.th/?p=2352</guid>

					<description><![CDATA[<p>ผู้บริหารและบุคลากรในองค์ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า การบริการเกิดขึ้นแต่เฉพาะในองค์กร แต่สิ่งที่ Jan Carlzon ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับ Moment of Truth ทำให้เราตระหนักว่า ความรู้สึกรับรู้ของลูกค้าเกี่ยวกับการบริการองค์กรนั้น เกิดขึ้น ทุกที่ ทุกเวลา จาก "พฤติกรรม" ของพนักงานที่บ่งบอกความเป็นตัวแทนขององค์กร</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/where-can-service-take-place/">Ep 6 : บริการ เกิดขึ้นที่ไหนได้บ้าง </a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ผู้บริหารและบุคลากรในองค์ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่า การบริการเกิดขึ้นแต่เฉพาะในองค์กร แต่ถ้าเราพิจารณาจากสิ่งที่ <a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Jan_Carlzon" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Jan Carlzon</a> ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับ <a href="https://hrdsthailand.co.th/ep-5-moment-of-truth/#MOM-Translation" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Moment of Truth</a> ซึ่งเราได้ทำความรู้จักกันไปแล้วใน <a href="https://hrdsthailand.co.th/ep-5-moment-of-truth/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">EP5</a>  ว่า </p>



<figure class="wp-block-image alignleft size-full"><a href="https://www.azquotes.com/quote/798312" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="425" height="200" src="https://hrdsthailand.co.th/wp-content/uploads/2023/12/EP_06_Where-01.webp" alt="Moment of Truth" class="wp-image-2354" srcset="https://hrdsthailand.co.th/wp-content/uploads/2023/12/EP_06_Where-01.webp 425w, https://hrdsthailand.co.th/wp-content/uploads/2023/12/EP_06_Where-01-300x141.webp 300w" sizes="(max-width: 425px) 100vw, 425px" /></a><figcaption class="wp-element-caption">Jan Calzon Quote &#8220;Moment of Truth&#8221;</figcaption></figure>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow">
<p class="has-text-align-left has-palette-color-2-color has-text-color has-link-color has-medium-font-size wp-elements-7050100dcbe79db1729ee16273fb316a wp-block-paragraph">เมื่อใดก็ตามที่ลูกค้าได้สัมผัสกับ สิ่งใดก็ตามที่ถือได้ว่าเป็นตัวแทนขององค์กร,<strong><em> ไม่ว่าจะสัมผัสจากสถานที่ห่างไกลจากองค์กรแค่ไหนก็ตาม </em></strong>ทุกการสัมผัสนั้นเป็นโอกาสที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกรับรู้เกี่ยวกับองค์กรของเรา</p>
</blockquote>



<p class="wp-block-paragraph">จากคำอธิบายดังกล่าว การสัมผัสระหว่างลูกค้ากับ &#8220;<strong>ตัวแทนขององค์กร</strong>&#8221; นั้น สามารถเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นว่าจะต้องเกิดขึ้นเมื่อลูกค้ามาติดต่อที่สำนักงานที่ตั้งขององค์กรเท่านั้น สิ่งที่จะเป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นตัวแทนขององค์กรหลัก ๆ ก็คือ &#8220;<strong>ชื่อ</strong>&#8221; และ &#8220;<strong>ตราสัญลักษณ์ (Logo)</strong>&#8221; ขององค์กร ซึ่งมีอยู่ให้ลูกค้าสัมผัสได้ทั่วไป เช่น ในหัวจดหมาย บนฉลากสินค้า บนสื่อสิ่งพิมพ์/สื่ออิเลคทรอนิค และที่มีบทบาทสำคัญมากสำหรับการบริการก็คือ &#8220;<strong>ป้ายชื่อ และ เครื่องแบบพนักงาน</strong>&#8221;  </p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อมาที่องค์กร การสวมเครื่องแบบพนักงานทำให้ลูกค้าแยกแยะได้ว่าใครเป็นลูกค้าและคนไหนคือพนักงาน แต่ลูกค้ามิได้สัมผัสกับพนักงานที่แต่งชุดเครื่องแบบเฉพาะเมื่อมาติดต่อที่องค์กรเท่านั้น พนักงานที่สวมเครื่องแบบเหล่านี้สามารถเดินทางไปให้ลูกค้าสัมผัสได้ในทุกหนแห่ง ดังนั้นการสวมเครื่องแบบพนักงาน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกรับรู้เกี่ยวกับองค์กร ไม่ว่า &#8220;เมื่อไร&#8221; และ &#8220;ที่ไหน&#8221; ก็ตาม   </p>



<p class="wp-block-paragraph">ขอให้คุณผู้อ่านลองจินตนาการดูว่า หากคุณพบเห็นพฤติกรรมของพนักงานที่สวมเครื่องแบบขององค์กรต่าง ๆ ตามสถานการณ์ต่อไปนี้แล้ว คุณจะมีความรู้สึกว่า &#8220;ถ้าได้ไปเป็นลูกค้าขององค์กรนั้น&#8221; จะได้รับบริการอย่างไร</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สถานการณ์ที่ 1</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="padding-right:var(--wp--preset--spacing--40);padding-left:var(--wp--preset--spacing--40)">คุณอยู่ในลิฟท์ ในห้างสรรพสินค้าเพื่อขึ้นไปที่ชั้น 4 เมื่อลิฟท์จอดที่ชั้นสอง มีพนักงานที่สวมเครื่องแบบธนาคารแห่งหนึ่งเดินคุยกันเข้ามาในลิฟท์ เผอิญคุณยืนอยู่หน้าแผงกดลิฟท์ พนักงานธนาคารหนึ่งในสองคนนั้นหันมาบอกกับคุณว่า &#8220;ชั้นสามค่ะ&#8221; แล้วก็หันกลับไปคุยกันต่อ &#8211; คุณคิดว่าหากคุณต้องไปใช้บริการที่ธนาคารแห่งนั้น คุณจะได้รับบริการอย่างไร</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สถานการณ์ที่ 2</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="padding-right:var(--wp--preset--spacing--40);padding-left:var(--wp--preset--spacing--40)">คุณไปที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่คุณไม่คุ้นเคย คุณเดินหาร้านที่จะมาซื้อของ ซึ่งพนักงานบอกกับคุณทางโทรศัพท์ว่าร้านของเขาอยู่ที่ชั้นใต้ดิน ใกล้ศูนย์อาหาร คุณเดินวนจนรอบชั้นใต้ดินแล้วคุณก็ยังหาร้านไม่พบ ระหว่างนั้นคุณเห็นพนักงานสวมเครื่องแบบของธนาคารแห่งหนึ่งเดินสวนมา คุณจึงเข้าไปสอบถาม พนักงานธนาคารคนนั้นไม่เพียงแต่จะบอกคุณว่าร้านอยู่ที่ไหน แต่เธอยังอาสาพาคุณไปส่งถึงหน้าร้านดังกล่าว &#8211; หากคุณเกิดความจำเป็นต้องเปิดบัญชีธนาคารอีก 1 แห่ง ธนาคารแรกที่คุณจะเลือกจะเป็นธนาคารอะไร</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สถานการณ์ที่ 3</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="padding-right:var(--wp--preset--spacing--40);padding-left:var(--wp--preset--spacing--40)">คุณไปทานอาหารกับเพื่อน ๆ ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ลูกค้าโต๊ะใกล้ ๆ นั้น พูดคุยเสียงดังด้วยภาษาที่เพื่อนผู้ชายคุยกันอีกทั้งยังส่งเสียงหัวเราะกันดังมาก จนทำให้โตีะอื่น ๆ หันมามองเป็นระยะ คุณจึงหันไปมองที่โต๊ะนั้นบ้างและก็เห็นว่าลูกค้าทั้งโต๊ะนั้นใส่เครื่องแบบพนักงานช่างซึ่งมีโลโก้รถยนต์ยี่ห้อหนึ่ง หากคุณซื้อรถยนต์ยี่ห้อนี้ และมีปัญหาต้องนำไปซ่อม คุณคิดว่าจะได้รับบริการอย่างไร  </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สถานการณ์ที่ 4</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="padding-right:var(--wp--preset--spacing--40);padding-left:var(--wp--preset--spacing--40)">คุณเดินอยู่บนถนน และเห็นแม่ค้าขายอาหารกำลังพยายามจะเข็นรถอาหารของเธอขึ้นไปบนฟุตบาทด้วยความยากลำบาก คุณกำลังคิดว่าจะเข้าไปช่วย แต่ทันใดนั้น ก็มีผู้หญิงสองคนซึ่งสวมเครื่องแบบคลินิกความงามชื่อดังและสวมรองเท้าส้นสูง รีบวิ่งแซงหน้าคุณเข้าไปช่วยแม่ค้าคนนั้นเข็นรถขึ้นมาบนฟุตบาทด้วยท่าทางแข็งขันกระตือรือร้น หากในอนาคตคุณมีปัญหาเกี่ยวกับผิวพรรณและเกิดความจำเป็นจะต้องใช้บริการคลินิกความงามแห่งใดแห่งหนึ่ง คลินิกที่จะเป็นทางเลือกแรกของคุณคือยี่ห้ออะไร </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สถานการณ์ที่ 5</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="padding-right:var(--wp--preset--spacing--40);padding-left:var(--wp--preset--spacing--40)">คุณเผอิญไปทำธุระใกล้โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ระหว่างที่กำลังจะเดินข้ามถนนก็มีรถจักยานยนต์คันหนึ่งวิ่งเข้ามาใกล้ คุณตกใจจึงหยุดเดินกระทันหัน จนทำให้คนที่ตามมานั้นสะดุดชนคุณ คุณหันกลับไปเพื่อจะขอโทษ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไรคุณก็เห็นพยาบาล 2 คนแสดงสีหน้าไม่พอใจและรีบเดินแซงหน้าคุณไปด้วยอาการไม่พอใจอย่างยิ่ง หากในอนาคตคุณเผอิญต้องมารับบริการที่โรงพยาบาลแห่งนี้ คุณคิดว่าบริการจะเป็นอย่างไร</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สถานการณ์ที่ 6</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="padding-right:var(--wp--preset--spacing--40);padding-left:var(--wp--preset--spacing--40)">คุณเผอิญไปทำธุระใกล้โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ระหว่างที่กำลังเดินอยู่บนถนนคุณก็พบว่ามีผู้หญิงแต่งกายแบบชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่งเดินจูงลูกชายอายุประมาณ 2-3 ขวบมาด้วย และลูกของเธอก็อาเจียนอยู่บนทางเท้าหน้าโรงพยาบาล ระหว่างที่คุณยืนงุนงงอยู่นั้น ก็มีพยาบาลสองคนที่เมื่อสักครู่เดินถือถุงอาหารมาจากทางตรงกันข้าม (สังเกตุได้ว่าเป็นเวลาพักของเธอทั้งสอง) รีบวิ่งเข้ามา วางถุงอาหารและนั่งคุกเข่าลงที่พื้นเพื่อช่วยดูแลเด็กชายคนนั้น &#8211; หากวันหนึ่งญาติของคุณเจ็บป่วย คุณอยากจะพาไปรักษาที่โรงพยาบาลไหนเป็นอันดับแรก</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากตัวอย่างสถานการณ์ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า &#8220;<strong><em>ความรู้สึกรับรู้ของลูกค้าเกี่ยวกับองค์กร</em></strong>&#8221; นั้น เกิดขึ้น &#8220;<strong><em>ที่ไหน</em></strong>&#8221; &#8220;<strong><em>เมื่อใด</em></strong>&#8221; ก็ได้ผ่านทาง &#8220;พฤติกรรม&#8221; ของ &#8220;พนักงานที่สวมเครื่องแบบขององค์กร&#8221; ซึ่งจะเป็นความรู้สึกรับรู้เกี่ยวกับ &#8220;การบริการ&#8221; ขององค์กร เนื่องจากบริการคือ &#8220;การกระทำ&#8221; ตามที่อธิบายไว้ใน <a href="https://hrdsthailand.co.th/service-training-with-nathan-ep1/#what-is-service" target="_blank" rel="noreferrer noopener">EP 1</a> นั่นเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น หน้าที่ในการบริการของพนักงานที่สวมเครื่องแบบจึงมิได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่ออยู่ในองค์กรเท่านั้น หากพนักงานขององค์กรต้องสวมเครื่องแบบไปในที่ต่าง ๆ ระหว่างการเดินทางไป-กลับระหว่างที่พักและที่ทำงาน ระหว่างช่วงพักรับประทานอาหาร เข้าห้องน้ำ และทุก ๆ ที่ซึ่งมีบุคลอื่นสามารถพบเห็นได้ พนักงานที่สวมเครื่องแบบเหล่านั้นจำเป็นต้องระวัง &#8220;พฤติกรรม&#8221; ของตนเองซึ่งมีความสำคัญในการสร้าง &#8220;ความรู้สึกรับรู้เกี่ยวกับบริการขององค์กร&#8221; ให้เกิดขึ้นกับบุคคลทั่วไปที่จะมีโอกาสมาเป็นลูกค้าขององค์กรในอนาคตนั่นเอง สรุปได้ว่า การบริการนั้น เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา โดย &#8220;ตัวแทนอย่างเป็นทางการขององค์กร&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/hrdsmastertrainer/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ณธาร สติวรรธน์</a></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">บริษัท เอชอาร์ดีเอส (ประเทศไทย) จำกัด</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">HRDS (Thailand) Ltd.<br>สถาบันฝึกอบรมบุคลากรด้านการบริการโดยเฉพาะ<br>โทร. 02-869-1693 | 081-782-4546</p>



<p class="wp-block-paragraph"> </p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph"> </p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph"></p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/where-can-service-take-place/">Ep 6 : บริการ เกิดขึ้นที่ไหนได้บ้าง </a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GAP MODEL OF SERVICE QUALITY &#124; GAP 4</title>
		<link>https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-4/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nathan Stewart]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 09 Feb 2023 00:24:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[omotenashi]]></category>
		<category><![CDATA[อบรมการบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://hrdsthailand.co.th/?p=1814</guid>

					<description><![CDATA[<p>Communications Gap เกิดจากการที่ลูกค้าได้รับข้อมูลจากการสื่อสารทางการตลาดขององค์กรซึ่งไม่ตรงกับการบริการที่ได้รับเมื่อมาใช้บริการที่องค์กร ข้อมูลที่ลูกค้าได้รับจากกิจกรรมสื่อสารการตลาดขององค์กรผ่านสื่อต่าง ๆ นั้น เปรียบเสมือน “คำสัญญา (promise)” ที่องค์กรได้ให้ไว้กับลูกค้า</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-4/">GAP MODEL OF SERVICE QUALITY | GAP 4</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">COMMUNICATIONS GAP</h2>



<p class="wp-block-paragraph">Communications Gap หรือ “ช่องว่างแห่งการสื่อสาร” เกิดขึ้นได้จากการที่ลูกค้าได้รับข้อมูลจากการสื่อสารทางการตลาดขององค์กรซึ่งไม่ตรงกับการบริการที่ลูกค้าได้รับเมื่อมาใช้บริการที่องค์กรจริง ๆ&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ข้อมูลที่ลูกค้าได้รับจากกิจกรรมสื่อสารการตลาดขององค์กรผ่านสื่อต่าง ๆ นั้น เปรียบเสมือน “คำสัญญา (promise)” ที่องค์กรให้ไว้กับลูกค้า เป็นปัจจัยที่กระตุ้นหรือยกระดับความคาดหวังของลูกค้าที่มีต่อการบริการขององค์กร ปกติลูกค้าที่ไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลทางการตลาดใด ๆ เกี่ยวกับองค์กรหนึ่ง ๆ ระดับความคาดหวังของลูกค้าก็จะเกิดขึ้นจากการนำประสบการณ์ของตนเองที่ได้รับการบริการจากธุรกิจประเภทเดียวกันหรือธุรกิจลักษณะใกล้เคียงกันมาเป็นบรรทัดฐาน เช่นลูกค้าได้รับประสบการณ์ในการไปต่อแถวเพื่อชำระค่าสินค้าที่ร้านค้าแบบ Super Store ทั่ว ๆ ไป ลูกค้าต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 นาทีในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ &nbsp;ดังนั้นไม่ว่าจะไปซื้อสินค้าที่ Super Store แบรนด์ใดก็ตามในวันหยุดสุดสัปดาห์ ลูกค้าก็จะคาดหวังว่าต้องรอชำระค่าสินค้าโดยใช้เวลาประมาณเดียวกัน แต่หากลูกค้าได้รับข้อมูลสื่อสารทางการตลาดของ Super Store แบรนด์หนึ่งว่า “บริการรวดเร็วประทับใจ” ลูกค้าก็จะยกระดับความคาดหวังของตนไปตามข้อมูลนั้น กล่าวคือเมื่อลูกค้าได้มีโอกาสไปที่ Super Store แบรนด์นั้นหลังจากที่ได้รับข้อมูลดังกล่าวจากสื่อการตลาด ลูกค้าก็คาดหวังว่าจะใช้เวลาในการชำระค่าสินค้าน้อยกว่าหรือรวดเร็วกว่า Super Store อื่น ๆ ที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ถึงแม้จะเป็นช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เช่นกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">เพราะฉะนั้น หากองค์กรต้องการสื่อสารไปยังลูกค้าว่า “บริการรวดเร็วประทับใจ” องค์กรต้องมั่นใจว่าฝ่ายปฏิบัติการของตนนั้นสามารถส่งมอบบริการได้ตรงตามข้อมูลที่สื่อสารออกไป มิเช่นนั้นข้อมูลที่สื่อสารไปแล้วนั้น อาจจะเป็นอาวุธร้ายแรงที่กลับมาทำลายระดับความพึงพอใจที่ลูกค้าได้รับจากองค์กรไปอย่างน่าเสียดาย เพราะจากตัวอย่างข้างต้น หากองค์กรมิได้สื่อสารข้อมูลดังกล่าวออกไป ลูกค้าก็ยังรู้สึกว่าต้องรอชำระค่าสินค้านานกว่า 10 นาที และหากลูกค้าต้องรอนานประมาณ 10 – 15 นาที ลูกค้าก็อาจจะรู้สึกเพียงแค่ “เฉย ๆ” เนื่องจากลูกค้ารู้สึกว่าต้องใช้เวลารอประมาณเดียวกันนี้ไม่ว่าจะไปซื้อสินค้าที่ Super Store แบรนด์ไหนก็ตามในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ แต่ด้วยข้อมูลสื่อสารทางการตลาดดังกล่าว หากลูกค้ายังคงต้องรอชำระสินค้านานถึง 10 นาที ลูกค้าก็จะมีความรู้สึก “ไม่พอใจ” เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวได้ยกระดับความคาดหวังของลูกค้าให้สูงขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากตัวอย่างการพัฒนาคุณภาพบริการของ Super Store ที่ได้กล่าวมาข้างต้น หากผู้บริหารได้ทำการศึกษาวิจัยความคิดเห็นของลูกค้าแล้ว จึงได้พบว่า ลูกค้าคาดหวังจะใช้เวลาในการชำระค่าสินค้าได้รวดเร็วขึ้น [<strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-1/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Gap 1 : Understanding Gap</a></strong>] ผู้บริหารจึงได้กำหนดมาตรฐานการบริการ (Service Standard) ว่า “<strong>ลูกค้าจะใช้เวลารอชำระค่าสินค้าไม่เกิน 3 นาทีในวันหยุดสุดสัปดาห์</strong>” [<a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-2/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>Gap 2 : Standard Gap</strong></a>] ผู้บริหารก็จำเป็นจะต้องขจัดช่องว่างที่ 3 [<a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-3/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>Gap 3 : Service Delivery Gap</strong></a>] ด้วยการออกแบบมาตรฐานการปฏิบัติงาน (<a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-3/#SOP" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>Standard Operating Procedures</strong></a>) รวมถึงการวางแผนอัตรากำลังคนให้สอดคล้องกับปริมาณลูกค้าที่มาจับจ่ายสินค้ามากกว่าปกติในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ จากนั้นจึงซักซ้อมหรือฝึกอบรมบุคลากรของตนให้มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับมาตรฐานการบริการนี้ให้ได้ ก่อนที่จะมีการสื่อสารทางการตลาดออกไปสู่ลูกค้า ทั้งนี้เพื่อเป็นการกำจัดช่องว่างที่ 4 &nbsp;หรือ ช่องว่างแห่งการสื่อสาร (Communication Gap)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ช่องว่างแห่งการสื่อสารมักเกิดขึ้นจากการที่องค์กรสื่อสารข้อมูลด้านการบริการออกไปโดยที่ยังไม่ได้เตรียมความพร้อม เมื่อลูกค้าได้รับข้อมูลข่าวสาร ลูกค้าจะเกิดความคาดหวังขึ้นในทันทีและอาจจะมาใช้บริการที่องค์กรภายในวันรุ่งขึ้น ดังนั้นการเตรียมความพร้อมก่อนการสื่อสารออกไปสู่ลูกค้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้บริหารขององค์กรจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและเหมาะสม</p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/hrdsmastertrainer/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ณธาร สติวรรธน์</a></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">บริษัท เอชอาร์ดีเอส (ประเทศไทย) จำกัด</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">HRDS (Thailand) Ltd.<br>สถาบันฝึกอบรมบุคลากรด้านการบริการโดยเฉพาะ<br>โทร. 02-869-1693 | 081-782-4546</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-4/">GAP MODEL OF SERVICE QUALITY | GAP 4</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GAP MODEL OF SERVICE QUALITY &#124; GAP 3</title>
		<link>https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nathan Stewart]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 19 Jan 2023 00:07:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[omotenashi]]></category>
		<category><![CDATA[อบรมการบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://hrdsthailand.co.th/?p=1804</guid>

					<description><![CDATA[<p>ช่องว่าง หรือ Gap ที่ 3 ที่ผู้บริหารองค์กรต้องพิจารณาก็คือ "ช่องว่างแห่งการส่งมอบ" หรือ "Service Delivery Gap" คือการที่องค์กรไม่สามารถส่งมอบการบริการให้แก่ลูกค้าได้ตรงตามที่ออกแบบและมาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลัก ๆ  5 ประการด้วยกัน</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-3/">GAP MODEL OF SERVICE QUALITY | GAP 3</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">SERVICE DELIVERY GAP</h2>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อองค์กรเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพบริการโดยได้ขจัดช่องว่างที่ 1 และช่องว่างที่ 2 ด้วยการออกแบบบริการ (Service Design) และกำหนดมาตรฐานการบริการ (Service Standards) ได้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเรียบร้อยแล้ว ช่องว่างต่อไปที่ผู้บริหารต้องพิจารณาก็คือ “ช่องว่างแห่งการส่งมอบ” หรือ “Service Delivery Gap”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ช่องว่างแห่งการส่งมอบ หรือ Service Delivery Gap เกิดขึ้นจากการที่องค์กรไม่สามารถส่งมอบการบริการให้แก่ลูกค้าได้ตรงตามที่ออกแบบและมาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลัก ๆ&nbsp; 5 ประการด้วยกัน</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>1. &nbsp;&nbsp; บุคลากรมีคุณสมบัติไม่เหมาะสมตามมาตรฐานบริการที่กำหนด</strong></h5>



<p class="wp-block-paragraph">ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทความเรื่อง [ความหมายของคำว่า “บริการ”] การบริการคือ “การกระทำ (deeds)” ที่เกิดจาก “คน” และ คนก็มีความแตกต่างหลากหลาย (Heterogenous) ตามที่อธิบายไว้ในบทความ [&nbsp;คุณลักษณะของ “บริการ” ที่แตกต่างไปจาก “สินค้า”] เพราะฉะนั้นบุคลากรแต่ละคนจึงอาจจะให้บริการได้ในระดับคุณภาพที่ไม่เท่ากัน ซึ่งมาจากสาเหตุหลายประการ อาทิ เช่น สาเหตุด้านบุคลิกภาพที่แตกต่างกัน ความรู้ ความสามารถและความชำนาญที่แตกต่างกัน รวมไปถึง สภาวะอารมณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของบุคลากรเหล่านั้นอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เริ่มต้นตั้งแต่กระบวนการสรรหาบุคลากรเข้ามาทำงานบริการ องค์กรจำเป็นต้องคัดเลือกบุคลากรที่มีบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยที่เหมาะสมสำหรับงานบริการก่อนจะมีการว่าจ้างให้เริ่มปฏิบัติงาน เนื่องจากมีงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่าบุคลิกภาพและลักษณะนิสัยของมนุษย์นั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือเปลี่ยนแปลงได้ยากมากในวัยทำงาน ส่วนความรู้ ความสามารถและความชำนาญในการปฏิบัติงานนั้นเป็นสิ่งที่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้หลังจากองค์กรตัดสินใจรับบุคลากรเข้าทำงานแล้ว</p>



<h5 class="wp-block-heading" id="SOP"><strong>2. &nbsp;&nbsp; มาตรฐานการบริการที่ไม่มีแนวทางปฏิบัติชัดเจน</strong></h5>



<p class="wp-block-paragraph">โดยทั่วไป มาตรฐานการบริการนั้นมักจะกำหนดในรูปแบบของ “ผลงานที่คาดหวัง” (Performance Expectation) ที่เรียกกันว่า SOP – Standard of Performance ของการบริการ เช่น “ลูกค้าจะได้การต้อนรับทันทีที่เข้ามาถึงบริเวณขององค์กร” แต่มาตรฐานที่นำไปปฏิบัติให้เป็นจริงได้นั้น ควรมีการอธิบายลำดับขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุผลตามมาตรฐานนั้น (how-to) หรือที่เรียกว่า Standard Operating Procedures</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่างเช่น หากองค์กรไม่ได้จัดให้มีพนักงานยืนต้อนรับลูกค้าประจำอยู่ที่หน้าประตู ในขณะที่มีพนักงานทั้งหมด 5 คนปฏิบัติงานอยู่ในบริเวณนั้น พนักงานคนใดควรมีหน้าที่เดินไปต้อนรับเมื่อลูกค้าเข้ามาติดต่อ และหากพนักงานทุกคนกำลังดูแลลูกค้ารายอื่นอยู่ จนไม่มีพนักงานคนใดว่างในระหว่างที่ลูกค้ารายใหม่เดินเข้ามาติดต่อ ในสถานการณ์เช่นนี้พนักงานจะต้องปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้ลูกค้ารายที่เข้ามาใหม่นั้นได้รับการต้อนรับในทันทีตามมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้เป็นมาตรฐาน ดังนั้น SOP สำหรับงานบริการจึงต้องประกอบไปด้วย Standard of Performance และ Standard Operating Procedures จึงจะสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางการบริการสำหรับผู้ปฏิบัติงานได้</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>3. &nbsp;&nbsp; บุคลากรไม่ได้รับการอบรมฝึกฝนทักษะที่สอดคล้องกับมาตรฐาน</strong></h5>



<p class="wp-block-paragraph">ปัญหาที่พบบ่อยก็คือ ผู้จัดการและหัวหน้างานหลายท่านคิดว่าตนเองได้ “สอนงาน” ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาของตนแล้ว แต่การสอนงานนั้นแตกต่างจากการ “สั่งงาน” ตัวอย่างเช่น หัวหน้างานหลายคนสอนงานโดยใช้คำพูดว่า “เรียงลำดับให้ถูกต้องเรียบร้อย” หรือ “ปฏิบัติต่อลูกค้าด้วยความสุภาพนอบน้อม” ซึ่งพนักงานที่มีพื้นฐานแตกต่างกันและไม่มีประสบการณ์อาจจะเข้าใจความหมายและคุณลักษณะของคำว่า “ถูกต้อง” “เรียบร้อย” และ “สุภาพนอบน้อม” แตกต่างกันออกไปจากความคาดหวังของหัวหน้างาน หรือ “อย่าปล่อยให้ลูกค้ารอนาน” คำว่า “นาน” ของแต่ละคนนั้นมีระยะเวลาไม่เท่ากัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">อีกหนึ่งปัญหาที่มักพบอยู่เสมอก็คือ หัวหน้างานมิได้สอนงานให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาตามมาตรฐานที่องค์กรกำหนดไว้ แต่สอนตาม “วิถี” ซึ่งได้มาจากประสบการณ์เดิมของตนเอง เนื่องจากหัวหน้างานส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นผู้ซึ่งมีประสบการณ์และได้ประสบความเสร็จในงานนั้น ๆ มาจากองค์กรอื่นที่ดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกัน จึงฝึกฝนผู้ใต้บังคับบัญชาของตนโดยอาศัยมาตรฐานขององค์กรที่ตนเคยทำงานอยู่ในอดีต ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความคาดหวังของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายขององค์กรในปัจจุบัน</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>4. &nbsp;&nbsp; ปัญหาที่เกิดจากลูกค้า</strong></h5>



<p class="wp-block-paragraph">การบริการที่ด้อยคุณภาพตามช่องว่างแห่งการส่งมอบนี้ สามารถเกิดขึ้นได้จากตัวลูกค้าเอง เนื่องจากลูกค้าคือ “มนุษย์” ซึ่งมีความแตกต่างกัน ให้คุณค่ากับสิ่งของและเรื่องราวหนึ่ง ๆ แตกต่างกันออกไป ตามที่ได้อธิบายไว้ในหัวข้อ “heterogeneity” ของบทความ [คุณลักษณะของ “บริการ” ที่แตกต่างไปจาก “สินค้า”] ดังนั้นมาตรฐานบริการที่กำหนดไว้สำหรับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหลักขององค์กรหนึ่ง อาจจะไม่ตรงกับความคาดหวังของลูกค้าบางรายที่ไม่มีคุณลักษณะตรงกับกลุ่มเป้าหมายนั้นก็ได้ ดังนั้น องค์กรจึงอาจจะต้องกำหนดวิธีปฏิบัติเมื่อบุคลากรต้องเผชิญกับลูกค้าที่ไม่พอใจกับมาตรฐานการบริการขององค์กร</p>



<p class="wp-block-paragraph">อีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับลูกค้า ก็คือ “ลูกค้ารายอื่น (other customers)” ที่อาจจะสร้างปัญหาในการบริการได้ เช่น ลูกค้าที่แซงคิว หรือ ลูกค้าที่ส่งเสียงดังรบกวนลูกค้าอื่น เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวลูกค้านี้ พนักงานควรได้รับแนวทางปฏิบัติในกรณีที่ต้องเผชิญกับลูกค้าเหล่านี้ โดยการจัดฝึกอบรมด้านการบริการโดยเฉพาะ เช่น&nbsp;<a href="https://hrdsthailand.co.th/serviceexcellencepsychology/"><strong>หลักสูตรจิตวิทยาการบริการที่เป็นเลิศ</strong></a><a>&nbsp;</a><a href="https://hrdsthailand.co.th/servicecommunications/"><strong>หลักสูตรการสื่อสารลูกค้าสัมพันธ์เพื่อการบริการ</strong></a><a>&nbsp;และ&nbsp;</a><a href="https://hrdsthailand.co.th/customerproblemshandling/"><strong>หลักสูตรการจัดการปัญหาและข้อร้องเรียนของลูกค้า</strong></a>&nbsp;เป็นต้น</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>5. &nbsp;&nbsp; ความสอดคล้องของอัตรากำลังพลกับปริมาณลูกค้า</strong></h5>



<p class="wp-block-paragraph">การบริการนั้นแตกต่างจากสินค้าในด้านคุณลักษณะที่&nbsp;Perishable&nbsp;หรือ ไม่สามารถเก็บคงคลังไว้ได้ กล่าวคือ บ่อยครั้งที่องค์กรมีจำนวนพนักงานว่างอยู่หลายคนซึ่งพร้อมจะให้บริการแต่กลับไม่มีลูกค้ามาใช้บริการในช่วงเวลานั้น แต่ในบางช่วงเวลาก็มีลูกค้ามาใช้บริการมากจนเกินกำลังที่พนักงานจะรับมือได้ ดังนั้นในเบื้องต้นองค์กรจำเป็นต้องมีการพยากรณ์อุปสงค์ (demand) ของลูกค้าเพื่อวางแผนอัตรากำลังพล (capacity) ให้สอดคล้องเหมาะสมกับปริมาณของลูกค้าในแต่ละช่วงวันและเวลา รวมถึงจัดให้มีมาตรการสำรอง (contingency plan) และ มาตรการสำหรับการบริการที่ด้อยคุณภาพซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ (Treatments of non-quality) สำหรับเป็นแนวทางให้แก่ผู้ปฏิบัติงานได้รับรู้และฝึกฝนเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมอยู่เสมอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ ยังมีปัญหาและอุปสรรคอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดช่องว่างแห่งการส่งมอบนี้ เช่น องค์กรที่ขยายสาขาเพิ่มขึ้น (branches) หรือ ขยายช่องทางจัดจำหน่ายผ่านคนกลาง (intermediaries) อย่าง sales agent หรือ franchise นั้น การรักษามาตรฐานบริการก็เป็นความท้าทายอย่างมาก ตัวอย่างของเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ค่ายหนึ่งซึ่งได้ชื่อว่าเป็นองค์กรที่มีการบริการเป็นเลิศ แต่ส่วนใหญ่เป็นสาขา franchise ที่มีนักธุรกิจรายย่อยเป็นเจ้าของกิจการซึ่งทัศนคติและจรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจจึงอาจจะไม่อยู่ในระดับเทียบเท่าผู้บริหารของบริษัทเจ้าของเครือข่าย ถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดช่องว่างแห่งการส่งมอบการบริการ&nbsp;ด้วยเหตุนี้ องค์กรเจ้าของ franchise จึงต้องกำหนดแผนในการสื่อสารมาตรฐาน (communicate) ให้กับผู้บริหารและบุคลากรของร้านสาขา อีกทั้งยังต้องกำหนดมาตรการในการติดตามและควบคุม (monitoring &amp; control) ให้ร้านสาขาเหล่านั้นส่งมอบการบริการให้ได้ในระดับมาตรฐานที่กำหนดไว้อยู่เสมอ</p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/hrdsmastertrainer/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ณธาร สติวรรธน์</a></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">บริษัท เอชอาร์ดีเอส (ประเทศไทย) จำกัด</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">HRDS (Thailand) Ltd.<br>สถาบันฝึกอบรมบุคลากรด้านการบริการโดยเฉพาะ<br>โทร. 02-869-1693 | 081-782-4546</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-3/">GAP MODEL OF SERVICE QUALITY | GAP 3</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GAP MODEL OF SERVICE QUALITY  &#124;  GAP 2</title>
		<link>https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nathan Stewart]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Jan 2023 23:47:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[omotenashi]]></category>
		<category><![CDATA[อบรมการบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://hrdsthailand.co.th/?p=1795</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อองค์กรสามารถเติมเต็มช่องว่างที่ 1 คือสามารถเข้าใจปัญหาหรือความไม่สะดวก, ความจำเป็น (needs),  ความต้องการ (wants), และความคาดหวัง (expectations) ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของตนได้อย่างท่องแท้แล้ว ช่องว่างต่อไปที่องค์กรจำเป็นต้องพิจารณาก็คือ “ช่องว่างแห่งมาตรฐาน” คือ “Standard Gap”</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-2/">GAP MODEL OF SERVICE QUALITY  |  GAP 2</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">STANDARD GAP</h2>



<p class="wp-block-paragraph">มื่อองค์กรสามารถเติมเต็มช่องว่างที่ 1 [<a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-1/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">GAP 1 : KNOWLEDGE GAP หรือ UNDERSTANDING GAP</a>] คือสามารถเข้าใจปัญหาหรือความไม่สะดวก (problems and inconveniences ), ความจำเป็น (needs), &nbsp;ความต้องการ (wants), และความคาดหวัง (expectations) ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของตนได้อย่างท่องแท้แล้ว ช่องว่างต่อไปที่องค์กรจำเป็นต้องพิจารณาก็คือ “ช่องว่างแห่งมาตรฐาน” คือ “Standard Gap”</p>



<p class="wp-block-paragraph">Standard Gap สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยสาเหตุหลายประการ เช่น</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>1. &nbsp;&nbsp; องค์กรมิได้มีการออกแบบและกำหนดมาตรฐานการบริการไว้</strong></h5>



<p class="wp-block-paragraph">ปัญหานี้มักเกิดขึ้นกับองค์กรที่มีการขยายตัว กล่าวคือเมื่อองค์กรยังกิจการเล็ก ๆ โดยที่ธุรกิจมีบุคลากรเพียงไม่กี่คนและอาจจะมีเพียงสาขาเดียว การสื่อสารกันภายในองค์กรเกี่ยวกับรูปแบบ ขั้นตอนและกระบวนการในการบริการจึงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากซับซ้อน แต่เมื่อองค์กรเจริญเติบโตจนมีขนาดใหญ่ขึ้น หรือมีสาขาเพิ่มมากขึ้น การบริหารจัดการให้คุณภาพการบริการของทุกสาขานั้นจึงเป็นเรื่องยากขึ้น มาตรฐาน (Standards) จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญประการแรกในการบริหารจัดการคุณภาพการบริการ ตัวอย่างเช่น โรงแรมที่มีเจ้าของเป็นผู้บริหารงานและดูแลให้บริการลูกค้าด้วยตัวเองโดยมีพนักงานเพียงไม่กี่คนที่ปฏิบัติตามคำสอนและคำแนะนำ รวมถึงได้เรียนรู้จากสิ่งที่เจ้าของปฏิบัติในการดูแลลูกค้า ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องมีมาตรฐานกำหนดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่การรักษาคุณภาพบริการของโรงแรมที่มีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้น ซึ่งมีทั้งบุคลากรที่ไม่มีประสบการณ์ในการดูแลลูกค้า และบุคลากรที่เชี่ยวชาญประสบการณ์จากโรงแรมอื่น ๆ มาทำงานอยู่ร่วมกันนั้น มาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะสื่อสารให้บุคลากรทุกคนเข้าใจและสามารถส่งมอบการบริการที่ตรงตามความคาดหวังของลูกค้าของโรงแรมได้</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>2. &nbsp;&nbsp; มาตรฐานการบริการขององค์กรที่ออกแบบไว้นั้นไม่ชัดเจน</strong></h5>



<p class="wp-block-paragraph">การออกแบบและการกำหนดมาตรฐานสำหรับสินค้าที่จับต้องได้ (tangible goods) อาจเป็นเรื่องไม่ยากนัก โดยผู้ผลิตสามารถออกแบบสินค้าและผลิตสินค้าต้นแบบ (phototype) เพื่อทำการทดสอบจนเป็นที่ถูกต้องพอใจแล้ว จึงกำหนดมาตรฐานสำหรับกระบวนการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพได้อย่างชัดเจน สินค้าจะได้รับการตรวจสอบคุณภาพก่อนส่งมอบถึงมือลูกค้า แต่การออกแบบ (Design) และการกำหนดมาตรฐาน (Standardization) สำหรับงานบริการไม่ได้ง่ายเช่นนั้น เนื่องจากการบริการส่วนใหญ่คือการกระทำ (deeds) ของบุคลากรซึ่งเกิดขึ้นต่อหน้าลูกค้า อีกทั้งกระบวนการให้บริการของบุคลากรและการรับบริการของลูกค้ามักเกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน การกำหนดมาตรฐานการให้บริการสำหรับบุคลากรซึ่งมีคุณลักษณะและคุณสมบัติความแตกต่างกันนั้น จึงมิใช่เรื่องง่าย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้นผู้ออกแบบและกำหนดมาตรฐานซึ่งส่วนใหญ่คือผู้บริหาร จึงจำเป็นต้องมีความรู้และทักษะจำเพาะในด้านนี้ เนื่องจากผู้บริหารส่วนใหญ่ในองค์กรเติบโตขึ้นมาจากประสบการณ์ในการปฏิบัติงานโดยไม่ได้รับการฝึกฝน หรือฝึกอบรมด้านการออกแบบและกำหนดมาตรฐานสำหรับการส่งมอบคุณภาพบริการ &nbsp;&nbsp;</p>



<h5 class="wp-block-heading"><strong>3. &nbsp;&nbsp; มาตรฐานที่ออกแบบไว้นั้นไม่สอดคล้องกับความความหวังที่แท้จริงของลูกค้า</strong></h5>



<p class="wp-block-paragraph">มาตรฐานที่หลายองค์กรกำหนด มักเป็นมาตรฐานที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในอุตสาหกรรมนั้น ๆ เช่น เมื่อผู้ลงทุนดำเนินการเปิดธุรกิจโรงแรม ผู้บริหารอาจจะออกแบบกระบวนการบริการโดยอาศัยการศึกษาจากโรงแรมอื่น ๆ ที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว และมาตรฐานที่นำมาใช้ก็เป็นมาตรฐานที่ผู้จัดการส่วนงานต่าง ๆ นำมาจากโรงแรมเดิมที่ตนเองเคยทำงานอยู่ ส่งผลให้โรงแรมเปิดใหม่แห่งนี้มี “มาตรฐานที่ไม่เฉพาะจงจง” กับโรงแรมของตนเอง เนื่องจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของตนนั้นอาจจะมีคุณลักษณะแตกต่างจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของโรงแรมอื่น ๆ เช่น มีรูปแบบการดำเนินชีวิตและประสบการณ์ในการได้รับความสะดวกสบายที่ไม่เหมือนกันหรือในระดับที่แตกต่างกัน ทำให้ความคาดหวังของลูกค้าแตกต่างกันไปด้วย การนำมาตรฐานขององค์กรอื่นถึงแม้จะเป็นธุรกิจประเภทเดียวกันมาใช้ จึงอาจจะทำให้เกิดช่องว่างที่ 2 หรือ Standard Gap นี้ได้&nbsp; อีกตัวอย่างหนึ่งคือโรงพยาบาลเอกชน 2 แห่งที่มีกลุ่มลูกค้าระดับสูงเหมือนกัน หากแต่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของโรงพยาบาลแห่งที่ 1 เป็นลูกค้าระดับสูงชาวไทย ส่วนลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของโรงพยาบาลแห่งที่ 2 คือลูกค้าชาวต่างชาติ โรงพยาบาลทั้ง 2 แห่งนี้ก็จำเป็นต้องมีการออกแบบและกำหนดมาตรฐานการบริการที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับคุณลักษณะที่แตกต่างกันของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">มาตรฐานขององค์กรที่ไม่สอดคล้องกับความความหวังที่แท้จริงของลูกค้านั้น ยังอาจจะเกิดขึ้นได้จากการที่ผู้ออกแบบบริการและมาตรฐานยึดเอาความสามารถและความสะดวกขององค์กรเป็นที่ตั้ง (internal capability, efficiency and convenience) โดยมีความรู้สึกว่าลูกค้าคาดหวังเกินเหตุ ลูกค้าไม่มีเหตุผล ตัวอย่างที่พบเห็นกับทั่วไปในอุตสาหกรรมโรงแรมก็คือ การกำหนดให้ลูกค้าเข้า check-in ได้หลังบ่ายสองและลูกค้าต้อง check-out ก่อนเที่ยงวัน ในช่วงที่โรงแรมมีลูกค้ามากมายที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามาพักเช่นในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์หรือในช่วงเทศกาลก็พอจะเป็นที่เข้าใจได้ หากแต่โรงแรมแทบทุกแห่งยังบังคับใช้กฎเกฑณ์นี้กับลูกค้าแม้ในช่วงที่ไม่มีผู้เข้าพักมากมาย สาเหตุหลัก ๆ ก็คือพนักงานฝ่ายแม่บ้านรอบเช้าจะหมดออกเวรในเวลา 4 – 5 โมงเย็น และถูกกำหนดให้ทำความสะอาดห้องพักที่ลูกค้าใช้แล้วให้เสร็จก่อนหมดเวลาทำงานของพนักงาน ซึ่งการกำหนดมาตรฐานแบบนี้เป็นการกำหนดตามความสะดวก (convenience) หรือความสามารถ (capability) ขององค์กรโดยไม่ได้คำนึงถึงความสะดวก ความจำเป็น และความคาดหวังของลูกค้า</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่ 2 นี้ ผู้บริหารและบุคลากรทุกคนขององค์กรต้องมีค่านิยมร่วมกันในการให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของลูกค้าเป็นอันดับต้น ๆ โดยร่วมกันออกแบบการบริการ (Service Design) และกำหนดมาตรฐานการบริการ (Service Standards) ที่สามารถรองรับและตอบสนองต่อปัญหา ความจำเป็น ความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าให้ได้ (โดยคำนึงถึงความลำบากยุ่งยากสำหรับองค์กรและบุคลากรของตนเป็นอันดับสุดท้าย) จากนั้นต้องอธิบายมาตรฐานไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับสื่อสารให้ทุกคนในองค์กรได้เข้าใจถูกต้องตรงกัน และยึดถือมาตรฐานเดียวกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/hrdsmastertrainer/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ณธาร สติวรรธน์</a></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">บริษัท เอชอาร์ดีเอส (ประเทศไทย) จำกัด</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">HRDS (Thailand) Ltd.<br>สถาบันฝึกอบรมบุคลากรด้านการบริการโดยเฉพาะ<br>โทร. 02-869-1693 | 081-782-4546</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-2/">GAP MODEL OF SERVICE QUALITY  |  GAP 2</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GAP MODEL OF SERVICE QUALITY  &#124;  GAP 1</title>
		<link>https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-1/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nathan Stewart]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 05 Jan 2023 11:58:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[omotenashi]]></category>
		<category><![CDATA[อบรมการบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://hrdsthailand.co.th/?p=1790</guid>

					<description><![CDATA[<p>Knowledge Gap หรือ Understanding Gap เป็นช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง” กับ “ความเข้าใจขององค์กรต่อความคาดหวังของลูกค้า” หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือ องค์กรอาจจะยังไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าลูกค้าของตนเองมีคุณลักษณะอย่างไร ลูกค้ามีประเด็นปัญหาหรือความไม่สะดวกอะไรบ้าง </p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-1/">GAP MODEL OF SERVICE QUALITY  |  GAP 1</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">Knowledge gap หรือ Understanding Gap</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ในการบริหารจัดการคุณภาพบริการนั้น มักเกิดช่องว่างที่องค์กรควรให้ความสำคัญเป็นประการแรก เพื่อกำหนดกลยุทธ์และแนวทางในการเติมเต็มคุณภาพของการบริการขององค์กร คือ Knowledge Gap หรือ Understanding Gap</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังที่ได้อธิบายไว้เบื้องต้นในบทความ “<a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">GAP MODEL OF SERVICE QUALITY กับการพัฒนาคุณภาพบริการขององค์กรให้เป็นเลิศ</a>”&nbsp; Knowledge Gap หรือ Understanding Gap เป็นช่องว่างระหว่าง “สิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง” กับ “ความเข้าใจขององค์กรต่อความคาดหวังของลูกค้า” หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือ องค์กรอาจจะยังไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าลูกค้าของตนเองมีคุณลักษณะอย่างไร ลูกค้ามีประเด็นปัญหาหรือความไม่สะดวกอะไรบ้าง “ก่อน” “ระหว่าง” และ “หลัง” การตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ขององค์กร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ช่องว่างดังกล่าว เกิดขึ้นจากการที่องค์กรไม่เคยทำการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาหรือความไม่สะดวก (problems or inconveniences), ความจำเป็น (needs) ความต้องการ (wants), และความคาดหวังของลูกค้า (customers’ expectations) อีกทั้งยังมีอีกหลายองค์กรที่คิดแทนลูกค้าและเข้าใจไปเองว่าลูกค้าน่าจะต้องการอะไร หรือ อะไรที่เหมาะกับลูกค้า ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า ความเข้าใจเหล่านั้น ไม่ตรงกับความต้องการและความคาดหวังที่แท้จริงของลูกค้า</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในเรื่องการทำความเข้าใจกับความต้องการและความคาดหวังของลูกค้านั้น ควรเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การที่องค์กรทำความเข้าใจกับคุณลักษณะของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ซึ่งลูกค้าแต่ละกลุ่ม (Segment) นั้น มีความแตกต่างกัน ลูกค้าที่ซื้อบ้านจัดสรรในงบประมาณ 20 ล้านบาท มีรูปแบบการดำรงชีวิตและระดับความสะดวกสบายที่แตกต่างไปจากลูกค้าที่มีงบประมาณในการซื้อบ้านเพียง 5 ล้านบาท ทำให้การออกแบบผลิตภัณฑ์ (การออกแบบบ้านและการตกแต่งภายใน) การออกแบบบริการ (ระบบจัดการสาธารณูปโภคและระบบรักษาความปลอดภัย) ตลอดจนมาตรฐานในการดูแลเอาใจใส่ (การต้อนรับ การอำนวยความสะดวกและมารยาทในการสื่อสารกับลูกค้า) ที่จัดไว้สำหรับลูกค้าทั้ง 2 กลุ่มนี้ จึงจำเป็นต้องมีความแตกต่างกันอย่างมากมาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดมากขึ้น ลูกค้าจึงมีโอกาสตัดสินใจเลือกมากขึ้น และเพื่อให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ของตน ผู้ผลิตแต่ละรายจึงจำเป็นต้องพัฒนาสินค้าให้ “ตอบโจทย์” ของลูกค้ามากที่สุด ประกอบกับมีสินค้ายี่ห้อเดียวกันมาแข่งขันจำหน่ายโดยผู้ค้าหลายรายในพื้นที่หรือภูมิภาคเดียวกัน และเกิดการพัฒนาการในรูปแบบธุรกิจค้าปลีก จากร้านค้าในชุมชน เปลี่ยนไปเป็นซุปเปอร์สโตร์ จนถึงห้างสรรพสินค้า ซึ่งทำให้มีสินค้าชนิดเดียวกันและยี่ห้อเดียวกันวางจำหน่ายอยู่ในร้านค้าหลายแห่งในละแวกชุมชนที่อยู่อาศัยของลูกค้า ส่งผลให้ “ความพึงพอใจในการบริการ” มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ ในการเลือกซื้อสินค้า เรียกกันว่าเป็นยุค Marketing 2.0 หรือยุค Customer Orientation ถือเป็นจุดกำเนิดของการให้ความสำคัญกับความพึงพอใจของลูกค้า และพัฒนาต่อมาในยุค 3.0 ซึ่งนอกเหนือจากการให้ความสำคัญกับตัวผลิตภัณฑ์และความพึงพอใจลูกค้าแล้ว นักการตลาดยังต้องให้ความสำคัญกับคุณค่าแห่งมวลมนุษยชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในโลกปัจจุบันเราก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงจากการตลาดแบบดั้งเดิมผ่านยุคการตลาดดิจิทัลของ 4.0 จนเข้าสู่ยุคของการตลาด 5.0 ซึ่งเป็นยุคเทคโนโลยีสำหรับมวลมนุษยชาติ (Technology for Humanity) หรือยุค 5G ซึ่งประกอบด้วยลูกค้าถึง 5 generations (Baby Boomer, X, Y, Z และ Alpha) ลูกค้าแต่ละ generation ก็จะมีค่านิยม ทัศนคติ อุปนิสัย รูปแบบการดำรงชีพและความเคยชินที่แตกต่างกัน องค์กรในยุคปัจจุบันที่จะประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาและทำความเข้าใจกับความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่างกันของลูกค้าทั้ง 5 generations นี้ให้ได้อย่างถ่องแท้</p>



<p class="wp-block-paragraph">บทความ&nbsp;<a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-3/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">OMOTENASHI | EP 3 : ความใส่ใจในสิ่งที่ทำ</a>&nbsp;ได้อธิบายให้เข้าใจได้ว่า ค่านิยม “ganbaru (頑張る)” “Kodawari (こだわり)” และ komakai (こまかい)” ประกอบกับค่านิยม omoiyari (思いやり) ที่ได้รับการปลูกฝังจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ชาวญี่ปุ่นมีอุปนิสัยช่างสังเกตและใส่ใจห่วงใยผู้อื่น [<a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-2/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">OMOTENASHI | EP 2: ความใส่ใจห่วงใยผู้อื่น</a>] ได้ส่งผลให้สินค้าและบริการในญี่ปุ่นนั้นสามารถส่งมอบความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี (customer centric)</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากประสบการณ์ในการเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรมากมายหลายแห่งทำให้พบว่า อุปสรรคที่ทำให้องค์กรบางแห่งต้องเผชิญกับช่องว่างที่ 1 หรือ Knowledge Gap เกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ ประการสำคัญคือ ผู้บริหารขององค์กรติดอยู่ในกับดักของการตลาด 1.0 คือ Product Centric เนื่องจากผลิตภัณฑ์ของตนนั้นได้สร้างความรุ่งเรืองให้กับธุรกิจจนสามารถเติบโตมาจนปัจจุบันได้ โดยลืมคิดไปว่า ในยุคที่รุ่งเรืองของตนนั้น ยังมิได้เกิดการแข่งขันทางธุรกิจมากมายเช่นในปัจจุบันนี้ ท่านผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้กล่าวไว้ว่าองค์กรประเภทนี้ “ตกหลุมรักผลิตภัณฑ์ของตนเอง | Falling in love with his own product” เนื่องจากเคยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าหลงไหลคลั่งไคล้ในยุคอดีตที่ลูกค้าไม่มีผลิตภัณฑ์อื่นในท้องตลาดให้เลือกมากนัก</p>



<p class="wp-block-paragraph">สาเหตุหลักอีกประการหนึ่งที่ทำให้เกิด Knowledge Gap นั้นก็คือ ผู้บริหารคำนึงถึงผลกำไรเป็นที่ตั้ง โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับความต้องการของลูกค้า ตัวอย่างที่เพิ่งประสบพบเจอสด ๆ ร้อน ๆ ก็คือ โครงการหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งซึ่งมีจุดเด่นของโครงการอยู่ที่ทำเลที่ตั้งติดกับทะเลสาบ โครงการนี้มีหุ้นส่วน 2 ท่าน ซึ่งหนึ่งในสองเป็นสถาปนิกผู้ออกแบบแปลนบ้านในโครงการนั้นด้วยตัวเอง แปลนบ้านที่นำเสนอสู่ตลาดในครั้งแรกนั้น มีบ้านเพียงหลังเดียวในทั้งหมด 16 หลังที่สามารถมองเห็นวิวทะเลสาบได้ หุ้นส่วนอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นนักการตลาดได้ขอให้ออกแบบแปลนใหม่เพื่อให้ทุกหลังสามารถเห็นวิวทะเลสาบ แต่หุ้นส่วนที่เป็นผู้ออกแบบนั้นว่าหากเป็นเช่นนั้นจะทำให้ได้บ้านทั้งหมดเพียง 12 หลัง ซึ่งจะทำให้กำไรที่ได้จากโครงการลดลง จนเกิดเป็นเรื่องราวผิดใจกันระหว่างหุ้นส่วนทั้งสอง จนในที่สุดหุ้นส่วนท่านที่ต้องการกำไรสูงนี้ก็แสดงความจำนงในการถอนหุ้นออก ทำให้ต้องจัดหาหุ้นส่วนใหม่ที่เห็นพ้องต้องกันกับผลกำไรที่ลดลงและนำเสนอโครงการบ้านเพียง 12 หลัง เพื่อให้เจ้าของบ้านทุกหลังในโครงการได้เห็นวิวทะเลสาบซึ่งถือเป็นคุณค่าหลักของโครงการ</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยสรุปแล้ว การเติมเต็มช่องว่างที่ 1 นี้ ต้องเริ่มต้นด้วยความตั้งใจจริงของผู้บริหารที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่ต้องการนำเสนอสินค้าและบริการที่ “ถูกใจลูกค้า” ไม่ใช่ “ถูกใจตัวเอง” และมีมุมมองแบบ Balanced ตาม<a rel="noreferrer noopener" href="https://balancedscorecard.org/bsc-basics/what-is-a-strategy-map/" target="_blank">แผนที่กลยุทธ์</a>ของ&nbsp;<a rel="noreferrer noopener" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Balanced_scorecard" target="_blank">Balanced Scorecard</a>&nbsp;(BSC) ซึ่ง&nbsp;<a rel="noreferrer noopener" href="https://en.wikipedia.org/wiki/David_P._Norton" target="_blank">Nortan</a>&nbsp;กับ&nbsp;<a rel="noreferrer noopener" href="https://en.wikipedia.org/wiki/Robert_S._Kaplan" target="_blank">Kaplan</a>&nbsp;ได้อธิบายไว้ตั้งแต่หลายทศวรรษที่แล้ว ว่าหากองค์กรต้องการสร้างความสำเร็จทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ผู้บริหารจำเป็นต้องรักษาสมดุลอย่างน้อย 4 มุมมองอย่างสอดคล้องและเกื้อหนุนกัน ดังต่อไปนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ผลประกอบการด้านการเงิน (Financial Results)</li>



<li>ความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction)</li>



<li>กระบวนการภายใน (Internal Processes)</li>



<li>ความสามารถขององค์กร (Organizational Capability)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">จากนั้นผู้บริหารต้องทำความรู้จักกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของตนแต่ละกลุ่มให้ได้อย่างถ่องแท้ ด้วยการอาศัยข้อมูลในอดีตเกี่ยวกับลูกค้าในทุก ๆ ด้านทั้งพฤติกรรมการซื้อสินค้า การค้นหาสินค้า ฯลฯ มาวิเคราะห์ (Analyze) เพื่อทำให้ผู้บริหารเข้าใจการเดินทาง (Customer Journey) และจุดสัมผัสของลูกค้า (Customer Touchpoint) ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์รวมถึงประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับลูกค้าของตนได้</p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/hrdsmastertrainer/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ณธาร สติวรรธน์</a></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">บริษัท เอชอาร์ดีเอส (ประเทศไทย) จำกัด</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">HRDS (Thailand) Ltd.<br>สถาบันฝึกอบรมบุคลากรด้านการบริการโดยเฉพาะ<br>โทร. 02-869-1693 | 081-782-4546</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality-gap-1/">GAP MODEL OF SERVICE QUALITY  |  GAP 1</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GAP MODEL OF SERVICE QUALITY</title>
		<link>https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nathan Stewart]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Dec 2022 11:34:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[omotenashi]]></category>
		<category><![CDATA[อบรมการบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://hrdsthailand.co.th/?p=1766</guid>

					<description><![CDATA[<p>Gap Model of Service Quality ได้รับการพัฒนาขึ้นจากงานวิจัยในปี ค.ศ. 1985 ของ Texas University ร่วมกับ North Carolina University ซึ่งประกอบไปด้วยช่องว่าง (Gap) 5 ประการที่ผู้บริหารจัดการจะต้องเติมเต็มเพื่อให้การบริการที่องค์กรส่งมอบให้ลูกค้านั้นสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality/">GAP MODEL OF SERVICE QUALITY</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">กับการพัฒนาบริการขององค์กรให้เป็นเลิศ</h2>



<p class="wp-block-paragraph">การนำ Omotenashi มาใช้ในองค์กรซึ่งมีบุคลากรเป็นชาวญี่ปุ่นนั้นถือเป็นเรื่องปกติ เพราะดังที่ได้กล่าวมาแล้วในบทความก่อนหน้านี้ ว่า ชาวญี่ปุ่นทุกคนมีค่านิยมทางวัฒนธรรมทุกประการที่ประกอบกันเป็น Omotenashi อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว ตั้งแต่เจ้าของกิจการที่อยู่ในระดับสูงสุดจนถึงบุคลากรระดับแรงงานที่อยู่ในระดับล่างสุดขององค์กร ดังนั้นพัฒนาให้เกิดการบริการแบบ OMOTENASHI โดยอาศัยบุคลากรชาวญี่ปุ่นนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับผู้บริหารขององค์กร หากแต่การสร้างปรัชญาการบริการแบบเดียวกับ Omotenashi ในองค์กรที่ประกอบไปด้วยบุคลากรสัญชาติอื่น ๆ นอกเหนือจากชาวญี่ปุ่นนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างที่คิด และคงใช้วิธีเดียวกันกับองค์กรในประเทศญี่ปุ่นไม่ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการนำเครื่องมือและแนวคิดต่าง ๆ มาประยุกต์อย่างบูรณาการ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบันองค์กรมากมายมีการทำ Service Design ซึ่งก็ถือเป็นแนวคิดและเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ช่วยในการปรับปรุงพัฒนาการบริการขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่หากองค์กรต้องการจะปรับปรุงพัฒนาการบริการแบบบูรณาการและยั่งยืนนั้น Gap Model of Service Quality น่าจะเป็นแนวทางที่ดีให้ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Gap Model of Service Quality</strong>&nbsp;ได้รับการพัฒนาขึ้นจากงานวิจัยในปี ค.ศ. 1985 ของ Texas University ร่วมกับ North Carolina University โดย Prof. <a href="https://en.wikipedia.org/wiki/A._Parasuraman" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Parsu Parasuraman</a>, Prof. <a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Valarie_Zeithaml" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Valarie Zeithaml</a> และ Prof. <a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Leonard_Berry" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Leonard L. Berry</a> ซึ่งประกอบไปด้วยช่องว่าง (Gap) 5 ประการที่ผู้บริหารจัดการจะต้องเติมเต็มเพื่อให้การบริการที่องค์กรส่งมอบให้ลูกค้านั้นเป็นไปตามความคาดหวังซึ่งจะสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของตนเองได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้เขียนได้ปรับปรุงแผนภาพของ Gap Model จากต้นฉบับ เพื่อให้ผู้อ่านบทความนี้เกิดความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังภาพประกอบของบทความนี้</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="1024" height="830" src="https://hrdsthailand.co.th/wp-content/uploads/2023/12/20221220-GapModelnPost-1024x830.webp" alt="" class="wp-image-1767" srcset="https://hrdsthailand.co.th/wp-content/uploads/2023/12/20221220-GapModelnPost-1024x830.webp 1024w, https://hrdsthailand.co.th/wp-content/uploads/2023/12/20221220-GapModelnPost-300x243.webp 300w, https://hrdsthailand.co.th/wp-content/uploads/2023/12/20221220-GapModelnPost-768x622.webp 768w, https://hrdsthailand.co.th/wp-content/uploads/2023/12/20221220-GapModelnPost.webp 1164w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p class="wp-block-paragraph">ช่องว่างทั้ง 5 นี้เกิดขึ้นจากทั้งสองฝ่าย คือช่องว่างที่เกิดขึ้นจากองค์กรซึ่งเป็นผู้ให้บริการ 4 ประการ และช่องว่างที่เกิดขึ้นกับตัวลูกค้าเอง 1 ประการ</p>



<h5 class="wp-block-heading">ช่องว่างที่เกิดขึ้นจากองค์กรผู้ให้บริการ<br>The Service Provider Gaps</h5>



<p class="wp-block-paragraph">ช่องว่างที่เกิดขึ้นจากองค์กร หมายถึงช่องว่างที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการคุณภาพขององค์กรซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 4 ประการด้วยกัน คือ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0);color:#da0918" class="has-inline-color">Gap 1 : &nbsp; Knowledge Gap หรือ Understanding Gap<br>องค์กรไม่เข้าใจความคาดหวังที่แท้จริงของลูกค้า</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เป็นช่องว่างระหว่าง “<strong>สิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง</strong>” กับ “<strong>ความเข้าใจขององค์กรต่อความคาดหวังของลูกค้า</strong>” ช่องว่างนี้อาจจะเกิดขึ้นจากการที่องค์กรไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับปัญหา ความต้องการและความคาดหวังของลูกค้า และอาจจะเกิดจากการที่องค์กรคิดแทนลูกค้าไปเองว่าลูกค้าน่าจะต้องการอะไร หรือ อะไรที่เหมาะกับลูกค้า ซึ่งอาจจะไม่ตรงกับความต้องการและความคาดหวังที่แท้จริงของลูกค้าก็เป็นไปได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0);color:#da0918" class="has-inline-color">Gap 2 : &nbsp;Standard Gap<br>องค์กรมิได้มีการออกแบบและกำหนดมาตรฐานการบริการให้ตรงกับความหวังของลูกค้า</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เป็นช่องว่างระหว่าง “<strong>ความเข้าใจขององค์กรต่อความคาดหวังของลูกค้า</strong>” กับ “<strong>การออกแบบและการกำหนดมาตรฐานการบริการ</strong>” เนื่องจากองค์กรมิได้มีการออกแบบมาตรฐานและกระบวนการส่งมอบบริการที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าถึงแม้จะเข้าใจความคาดหวังของลูกค้าอย่างถ่องแท้ก็ตาม ส่งผลให้บุคลากรในองค์กรไม่ทราบแนวทางที่ชัดเจนในการปฏิบัติงานเพื่อส่งมอบการบริการให้กับลูกค้าอย่างมีคุณภาพ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0);color:#da0918" class="has-inline-color">Gap 3 : &nbsp;Delivery Gap<br>องค์กรไม่สามารถส่งมอบการบริการได้ตรงตามที่ออกแบบหรือมาตรฐานที่ได้กำหนดไว้</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เป็นช่องว่างระหว่าง “<strong>การออกแบบและการกำหนดมาตรฐานการบริการ</strong>” กับ “<strong>การบริการที่ได้ส่งมอบให้กับลูกค้า</strong>” ช่องว่างนี้เกิดขึ้นในกรณีที่องค์กรได้มีการออกแบบการบริการที่ตรงตามความคาดหวังของลูกค้าและมีการกำหนดมาตรฐานบริการรวมถึงกระบวนการมาตรฐานสำหรับการส่งมอบบริการ หากแต่บุคลากรในองค์กรไม่สามารถปฏิบัติได้ตามมาตรฐานและกระบวนการที่ได้ออกแบบไว้ได้ จึงทำให้บริการที่ลูกค้าได้รับนั้นไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่องค์กรกำหนดไว้ ช่องว่างนี้อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากการที่บุคลากรขาดความรู้ความเข้าใจหรือทักษะในการปฏิบัติงาน หรือบางกรณีเกิดขึ้นในสถานการณ์หรือสภาวะการปฏิบัติงานที่ไม่ปกติ เช่นในสภาวะที่มีลูกค้ามาใช้บริการเป็นจำนวนมากเกินปกติหรือในสถานการณ์ที่ขาดแคลนทรัพยากรบางอย่างเป็นการชั่วคราวอย่างฉับพลัน จนทำให้บุคลากรไม่สามารถส่งมอบการบริการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0);color:#da0918" class="has-inline-color">Gap 4 : &nbsp;Communication Gap<br>สิ่งที่สื่อสารให้ลูกค้ารับรู้จนเกิดเป็นความคาดหวังนั้นไม่ตรงสิ่งที่ลูกค้าได้รับรู้เมื่อมาใช้บริการ</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เป็นช่องว่างระหว่าง “<strong>การบริการที่ได้ส่งมอบให้กับลูกค้า</strong>” กับ “<strong>สิ่งที่องค์กรได้สื่อสารไปยังลูกค้า</strong>” เกิดขึ้นจากข้อมูลที่สื่อสารไปยังลูกค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่นช่องทางการสื่อสารการตลาดขององค์กรไม่ได้เป็นไปตามที่ออกแบบไว้หรือมาตรฐานที่กำหนดไว้ หรืออาจจะเกิดจากการที่บุคลากรในองค์กรไม่สามารถส่งมอบบริการที่มีคุณภาพตามรูปแบบและมาตรฐานที่องค์กรได้สื่อสารเป็นข้อมูลออกไปยังลูกค้า ส่งผลให้การบริการที่ลูกค้าได้รับเมื่อมาใช้บริการนั้นไม่มีความสอดคล้องตรงกันกับข้อมูลที่ลูกค้าได้รับไปก่อนหน้านั้น</p>



<h5 class="wp-block-heading">ช่องว่างที่เกิดขึ้นกับตัวลูกค้าเอง<br>The Customer Gap</h5>



<p class="wp-block-paragraph">เป็นช่องว่างหรือความแตกต่างระหว่าง “<strong>สิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง</strong>” กับ “<strong>ความรู้สึกรับรู้ที่ลูกค้าได้รับจากการใช้บริการ</strong>”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ความรู้สึกรับรู้ของลูกค้า</strong>&nbsp;หรือ&nbsp;<strong>Customer Perception</strong>&nbsp;นั้น เป็นกระบวนการทางจิตใจในการรับรู้ของลูกค้าซึ่งสิ่งที่ลูกค้าได้รับรู้จากการบริการนั้นอาจจะไม่ใช่ความเป็นจริงเสมอไป ดังที่ได้เคยอธิบายไว้คร่าว ๆ ในบทความ [&nbsp;<strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/morethanservicebyheart/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การบริการที่เป็นเลิศนั้น “บริการด้วยใจ” อย่างเดียวไม่พอ</a></strong>&nbsp;] &nbsp;ดังนั้นถึงแม้องค์กรจะส่งมอบการบริการที่ตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ แต่ก็มิได้หมายความว่าลูกค้าจะเกิดความรู้สึกรับรู้ได้ถึงมาตรฐานนั้นเสมอไปด้วยสาเหตุและปัจจัยหลายประการ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในบทความต่อ ๆ ไปจะอธิบายถึงช่องว่างแต่ละอันโดยละเอียดรวมถึงแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อให้เกิดการบริการในรูปแบบเดียวกันกับ OMOTENASHI ในองค์กร</p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/hrdsmastertrainer/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ณธาร สติวรรธน์</a></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">บริษัท เอชอาร์ดีเอส (ประเทศไทย) จำกัด</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">HRDS (Thailand) Ltd.<br>สถาบันฝึกอบรมบุคลากรด้านการบริการโดยเฉพาะ<br>โทร. 02-869-1693 | 081-782-4546</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/gap-model-of-service-quality/">GAP MODEL OF SERVICE QUALITY</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>OMOTENASHI  &#124; EP7</title>
		<link>https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep7/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nathan Stewart]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 10 Dec 2022 09:34:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[omotenashi]]></category>
		<category><![CDATA[Service Mind]]></category>
		<category><![CDATA[อบรมการบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://hrdsthailand.co.th/?p=1758</guid>

					<description><![CDATA[<p>ที่จริงแล้ว การนำปรัชญาด้านการบริการในลักษณะที่คล้ายคลึงกันกับ OMOTENASHI มาใช้ในองค์กรในประเทศไทยนั้นมิน่าจะเป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด เนื่องจากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยก็ได้มีการพยายามนำศาสตร์และศิลป์หลายด้านหลายแขนงที่ได้รับความนิยมเข้ามาใช้</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep7/">OMOTENASHI  | EP7</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">การนำ OMOTENASHI มาใช้กับองค์กรในประเทศไทย</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ที่จริงแล้ว การนำปรัชญาด้านการบริการในลักษณะที่คล้ายคลึงกันกับ OMOTENASHI มาใช้ในองค์กรในประเทศไทยนั้นมิน่าจะเป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด เนื่องจากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทยก็ได้มีการพยายามนำศาสตร์และศิลป์หลายด้านหลายแขนงที่ได้รับความนิยมเข้ามาใช้พัฒนาการบริการขององค์กร ตัวอย่างเช่น ในช่วงต้นทศวรรษที่ 21 ประมาณปี 2000 ก็มีกระแส CRM (Customer Relationship Management) ซึ่งว่าด้วยการ “รู้ปัญหาของลูกค้า” ก่อนที่ลูกค้าจะรู้ตัวว่าตนเองมีปัญหา แต่เผอิญในช่วงนั้น การทำ CRM ในแทบจะทุกองค์กรต่างก็มุ่งเน้นไปในการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการติดตามเพื่อสร้างสัมพันธภาพกับลูกค้าเสียมากกว่า อีกทั้งยังเป็นการทำ CRM แบบมิได้มีการบูรณาการให้สมบูรณ์แบบ จึงทำให้กระแส CRM เริ่มเสื่อมความนิยมลง หลังจากนั้นก็มีศาสตร์อื่น ๆ ในด้านบริการจากซีกโลกตะวันตกที่เข้ามาสร้างกระแสฮือฮากันเป็นระยะ ๆ ในประเทศของเรา แล้วก็ถูกลืมเลือนกันไปเป็นปกติตามวัฏจักร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบัน บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นหลายแห่งได้นำปรัชญา OMOTENASHI เข้ามาใช้ในการบริการขององค์กรตนเองที่ดำเนินกิจการอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่พยายามนำเอาปรัชญานี้มาชูความโดดเด่นในด้านการบริการ แต่เนื่องจาก OMOTENASHI เป็นค่านิยมทางวัฒนธรรมที่ได้รับการปลูกฝังกันมาจากรุ่นสู่รุ่น และคนญี่ปุ่นนั้นก็ได้รับการปลูกฝังกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กด้วยสภาพแวดล้อมทางสังคมแบบองค์รวมในรูปแบบเดียวกัน ตั้งแต่ที่บ้าน ที่โรงเรียน ที่ทำงานและสถานที่สาธารณะ ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้อธิบายว่า ปรากฎการณ์นี้เกิดจากค่านิยมทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่เหมือนกันทั้งประเทศ (Cultural Homogeneity) ที่ถูกปลูกฝังกันในทั่วทุกภูมิภาคของญี่ปุ่น ซึ่งหมายความว่า คนญี่ปุ่นไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใดของประเทศ อยู่ในสถานภาพใด ประกอบอาชีพอะไร จะมีฐานะร่ำรวยหรือยากจนแค่ไหนก็จะปลูกฝังบุตรหลานของตนด้วยค่านิยมทางวัฒนธรรมเดียวกัน ส่งผลให้คนญี่ปุ่นสามารถปฏิบัติตนได้ถูกต้องตามบรรทัดฐานของสังคมไม่ว่าจะไปอยู่ในสังคมหรือภูมิภาคอื่นใดในประเทศของตน รวมถึงการมีค่านิยมและพฤติกรรมการบริการแบบ OMOTENASHI ติดตัวไปด้วยไม่ว่าจะไปทำงานที่ใดก็ตาม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องค่อนข้างยากที่จะนำค่านิยมทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นของชาวญี่ปุ่นนี้มาปลูกฝังให้กับบุคลากรชาวไทยได้ภายในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ถึงแม้ว่าประเทศไทยเองนั้นก็มีค่านิยมทางวัฒนธรรมอันดีงามก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph">อุปสรรคสำคัญประการแรกก็คือบุคลากรชาวไทยนั้นได้รับการปลูกฝังมาด้วยค่านิยมที่แตกต่างหลากหลาย กล่าวคือ บุคลากรที่เติบโตมาในภูมิภาคที่ต่างกัน ในครอบครัวที่มีฐานะและสถานภาพทางสังคมที่แตกต่างกัน มักจะได้รับการปลูกฝังด้วยค่านิยมที่แตกต่างกัน จึงส่งผลให้บุคลากรไทยที่ทำงานอยู่ร่วมกันในองค์กรนั้นมีค่านิยมที่แตกต่างกันเป็นอย่างมาก ซึ่งค่านิยมอันงดงามของไทยนั้นก็อาจจะไม่ได้รับการปลูกฝังให้กับบุคลากรไทยทุกคนมาตั้งแต่ต้น อีกทั้งกระแสการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกาภิวัฒน์ ก็ดูเหมือนจะส่งผลให้ค่านิยมไทยอันงดงามเหล่านั้นเลือนหายไป ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้การนำค่านิยมของ OMOTENASHI มาปลูกฝังในองค์กรนั้นมักจะไม่ได้เกิดผลลัพธ์จากบุคลากรชาวไทยเท่าที่ควร</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น แทนที่จะพยายามปลูกฝังให้บุคลากรของตนยึดถือค่านิยมของ OMOTENASHI ด้วยการพยายามปลูกฝังให้บุคลากรใส่ใจลูกค้า ปลูกฝังให้บุคลากรบริการลูกค้าด้วยใจ และส่งเสริมให้บุคลากรคิดแทนลูกค้า ซึ่งเป็นวิธีการที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนานมาก องค์กรที่ต้องการนำปรัชญา OMOTENASHI มาใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยใช้เวลาไม่นานนั้น จึงควรวางแผนแบบบูรณาการ เริ่มต้นจากการวิเคราะห์และกำหนด OMOTENASHI ในระดับองค์กร (Organizational Level) เสียก่อน จากนั้นจึงออกแบบการบริการ (Service Design) เพื่อกำหนดให้เป็นนโยบายและมาตรฐานการบริการขององคกร แล้วจึงนำไปถ่ายทอด ฝึกฝนให้บุคลากรถือปฏิบัติตามนโยบายและมาตรฐานเหล่านั้น&nbsp; อีกทั้งยังต้องนำกระบวนการบริหารจัดการผลงาน (Performance Management) มาเป็นเครื่องมือในการติดตามและพัฒนาผลงาน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับการบริการแบบ OMOTENASHI จากบุคลากรขององค์กรจริง ๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในบทความต่อไปจะกล่าวถึง 5 Gap Model of Service Quality ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจากงานวิจัยในปี ค.ศ. 1985 ของ Texas University ร่วมกับ North Carolina University โดย&nbsp;<a href="https://www.bus.miami.edu/thought-leadership/faculty/marketing/parasuraman.html" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Prof. Parsu Parasuraman</a>,&nbsp;<a href="https://www.kenan-flagler.unc.edu/faculty/directory/valarie-zeithaml/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Prof. Valarie Zeithaml</a>&nbsp;และ&nbsp;<a href="https://web.archive.org/web/20090805005129/http://mays.tamu.edu/directory/employees/125/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Prof. Leonard L. Berry</a>&nbsp;ซึ่งจะแนวทางที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถกำหนดแผนในการนำ OMOTENASHI มาใช้ในองค์กรที่บูรณาการเพื่อผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ง่ายขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/hrdsmastertrainer/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ณธาร สติวรรธน์</a></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">บริษัท เอชอาร์ดีเอส (ประเทศไทย) จำกัด</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">HRDS (Thailand) Ltd.<br>สถาบันฝึกอบรมบุคลากรด้านการบริการโดยเฉพาะ<br>โทร. 02-869-1693 | 081-782-4546</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep7/">OMOTENASHI  | EP7</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>OMOTENASHI  &#124;  EP6</title>
		<link>https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep6/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nathan Stewart]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 02 Dec 2022 13:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[omotenashi]]></category>
		<category><![CDATA[Service Mind]]></category>
		<category><![CDATA[อบรมการบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://hrdsthailand.co.th/?p=1606</guid>

					<description><![CDATA[<p> OMOTENASHI ที่เกิดขึ้นในองค์กรนั้น สามารถจำแนกได้เป็น 2 ระดับด้วยกันคือ ระดับองค์กร (Organizational Level) ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ผู้บริหารได้วิเคราะห์ (คำนึงถึง) ปัญหา ความยากลำบากหรือความไม่สะดวกของลูกค้า และ OMOTENASHI ระดับบุคคล/บุคลากร (Personal/Personnel Level)</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep6/">OMOTENASHI  |  EP6</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">OMOTENASHI 2 ระดับในองค์กร</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ดังที่ได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ในบทความ [&nbsp;<strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-2/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">EP 2: ความใส่ใจห่วงใยผู้อื่น</a></strong>&nbsp;] ว่า OMOTENASHI ที่เกิดขึ้นในองค์กรนั้น สามารถจำแนกได้เป็น 2 ระดับด้วยกันคือ&nbsp;<strong>ระดับองค์กร (Organizational Level)</strong>&nbsp;และ&nbsp;<strong>ระดับบุคคล/บุคลากร (Personal/Personnel Level)</strong>&nbsp;ดังนั้นในบทความนี้จึงจะมากล่าวถึง OMOTENASHI ทั้งสองระดับนี้ในรายละเอียดมากขึ้น</p>



<h4 class="wp-block-heading"><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">ระดับองค์กร<br>Organizational Level</mark></h4>



<p class="wp-block-paragraph">OMOTENASHI ในระดับองค์กรเกิดขึ้นจากการที่ผู้บริหารได้วิเคราะห์ (คำนึงถึง) ปัญหา ความยากลำบากหรือความไม่สะดวกของลูกค้า ใน 2 ส่วน คือ</p>



<h5 class="wp-block-heading">ผลิตภัณฑ์หลักที่จำหน่าย (Core Product)</h5>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมายถึงสินค้าหรือบริการที่เป็นธุรกิจหลักขององค์กร OMOTENASHI นั้นเกิดขึ้นจากค่านิยม “Kodawari (こだわり)” ซึ่งเป็นปรัชญาแห่ง “ความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานที่สมบูรณ์แบบ (The pursuit of perfection)” ของชาวญี่ปุ่น ดังที่ได้กล่าวไว้ใน [&nbsp;<strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-3/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">EP 3 : ความใส่ใจในสิ่งที่ทำ</a></strong>&nbsp;] เจ้าของธุรกิจชาวญี่ปุ่นนั้นมุ่งมั่นสร้างสรรค์ และ คัดสรร ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดและเหมาะสมมากที่สุดมาจำหน่ายหรือบริการลูกค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์คำนึงถึงการแก้ปัญหาและความสะดวกสำหรับลูกค้าเป็นประการสำคัญ จึงทำให้การบริการในระดับผลิตภัณฑ์หลักของญี่ปุ่นนั้นเรียกได้ว่า “สมบูรณ์แบบ” ดังจะเห็นได้จากร้านอาหารญี่ปุ่นที่บรรจงสร้างสรรค์รายการอาหารที่ดีที่สุด ด้วยวัตถุดิบที่สดใหม่ได้คุณภาพมากที่สุดมาไว้บริการลูกค้า</p>



<h5 class="wp-block-heading">บริการเสริมเพิ่มคุณค่า (Value Added Services)</h5>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หมายถึงการคำนึงปัญหา ความลำบาก หรือความไม่สะดวกที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกค้า ก่อน (before), ระหว่าง (during) และ หลังจาก (after) การซื้อสินค้าหรือรับบริการจากองค์กร จากนั้นจึงกำหนดนโยบาย (Policy), มาตรฐาน (standard) และกระบวนการ (process) รวมถึงวัตถุ (object) อุปกรณ์ (device) หรือสิ่งของต่าง ๆ (things) ไว้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า หรือที่เรียกว่า “บริการเสริมเพิ่มคุณค่า (Value Added Services)” โดยจะคิดค่าบริการเพิ่มเติมเล็กน้อยหรือไม่คิดค่าบริการก็ตาม &nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ในความเป็นจริงแล้ว องค์กรธุรกิจทุกประเภทก็มีการพยายามออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย (Target Market) มากที่สุดอยู่แล้ว และทุก ๆ องค์กรก็ยังได้จัดให้มีบริการเสริมเพิ่มคุณค่าอยู่ในทุกองค์กรอีกด้วย หากแต่การธุรกิจขององค์กรญี่ปุ่นหรือตามแบบของ OMOTENASHI นั้น จะมีการคำนึงถึงลูกค้าอย่างละเอียดลึกซึ้งมากกว่าในประเทศอื่น ๆ ไม่ว่าองค์กรนั้นจะดำเนินธุรกิจประเภทจำหน่ายสินค้า หรือ ให้บริการก็ตาม ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากค่านิยม omoiyari (思いやり) ที่อธิบายไว้ใน [&nbsp;<strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-2/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">EP 2: ความใส่ใจห่วงใยผู้อื่น</a></strong>&nbsp;] และค่านิยม komakai (こまかい)” ที่กล่าวไว้ใน [&nbsp;<strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-3/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">EP 3 : ความใส่ใจในสิ่งที่ทำ</a></strong>&nbsp;] ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวญี่ปุ่น</p>



<h4 class="wp-block-heading"><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">ระดับบุคคล หรือ ระดับบุคลากร<br>Personal or Personnel Level)</mark></h4>



<p class="wp-block-paragraph">OMOTENASHI ในระดับบุคคลนี้ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนย่อยคือ</p>



<h5 class="wp-block-heading">ส่วนที่ 1&nbsp; ปฏิบัติตามนโยบายและกระบวนการมาตรฐานขององค์กร</h5>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บุคลากรขององค์กรนั้นปฏิบัติตามนโยบาย และกระบวนการมาตรฐานขององค์กรด้วยความทุ่มเทใส่ใจ ซึ่งแสดงให้เห็นด้วยพฤติกรรมการปฏิบัติงานและการดูแลลูกค้าด้วยความรอบคอบ และละเอียดพิถีพิถันตามอุปนิสัยของคนญี่ปุ่นซึ่งพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด (<em>ผู้เชี่ยวชาญบางท่านซึ่งไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นเรียกส่วนนี้ว่า “<strong>passive omotenashi</strong>”</em>)</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ถึงแม้ว่าบุคลากรขององค์กรนั้นจะให้บริการในส่วนที่ 1 นี้ เนื่องจากต้องปฏิบัติตามนโยบาย และกระบวนการมาตรฐานขององค์กรก็ตาม แต่บุคลากรชาวญี่ปุ่นก็ปฏิบัติด้วยความเต็มใจและทำให้ดีที่สุด ทำด้วยความรอบคอบ ละเอียดพิถีพิถันมากที่สุด ตามลักษณะนิสัยพื้นฐานของชาวญี่ปุ่น โดยมิได้มีความรู้สึกว่าไม่อยากทำ แต่จำเป็นต้องฝืนทำเนื่องจากเป็นกฎ ระเบียบหรือมาตรฐานขององค์กรแต่อย่างใด</p>



<h5 class="wp-block-heading">ส่วนที่ 2 ปฏิบัติในกรณีที่องค์กรไม่มีกระบวนการมาตรฐานไว้รองรับ</h5>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บุคลากรเผชิญกับลูกค้าที่ตนคิดว่ากำลังมีปัญหาหรือได้รับความไม่สะดวกในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง แต่องค์กรมิได้มีนโยบายหรือกระบวนการมาตรฐานไว้รองรับในสถานการณ์นั้น เนื่องจากเป็นปัญหาหรือความไม่สะดวกที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับลูกค้า หรือมิได้เกิดขึ้นกับลูกค้าตามปกติทั่วไป&nbsp; องค์กรจึงมิได้คำนึงถึงปัญหานั้น ดังนั้นบุคลากรผู้ซึ่งได้เผชิญกับลูกค้าในสถานการณ์นั้น จึงให้บริการลูกค้าด้วยความตระหนักและความใส่ใจของตัวเองโดยที่ผู้บริหารและลูกค้ามิได้ร้องขอ การให้บริการแบบนี้มาจากค่านิยม omoiyari (思いやり) ซึ่งมีอยู่ในจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่นทุกคนอยู่แล้ว (<em>ผู้เชี่ยวชาญบางท่านซึ่งไม่ใช่ชาวญี่ปุ่นเรียกส่วนนี้ว่า “<strong>active omotenashi</strong>”</em>)</p>



<p class="wp-block-paragraph">จะเห็นได้ว่า การที่เจ้าของธุรกิจหรือผู้บริหารได้จัดให้มี OMOTENASHI ระดับองค์กร (Organizational Level) ไว้เป็นมาตรฐานแล้ว บุคลากรชาวญี่ปุ่นก็ปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านั้นด้วยความรอบคอบ พิถีพิถัน และเต็มใจซึ่งเป็นจิตวิญญาณของชาวญี่ปุ่น ส่งผลให้ OMOTENASHI เป็นวัฒนธรรมการบริการที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นจนเป็นที่ประจักษ์ไปทั่วโลก &nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในบทความต่อไป จะกล่าวถึง “การนำ OMOTENASHI” มาใช้ในองค์กรไทย โดยประยุกต์จาก OMOTENASHI ทั้งสองระดับที่ได้อธิบายไว้นี้</p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/hrdsmastertrainer/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ณธาร สติวรรธน์</a></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">บริษัท เอชอาร์ดีเอส (ประเทศไทย) จำกัด</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">HRDS (Thailand) Ltd.<br>สถาบันฝึกอบรมบุคลากรด้านการบริการโดยเฉพาะ<br>โทร. 02-869-1693 | 081-782-4546</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep6/">OMOTENASHI  |  EP6</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>OMOTENASHI  &#124;  EP 5</title>
		<link>https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nathan Stewart]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Nov 2022 12:35:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[omotenashi]]></category>
		<category><![CDATA[Service Mind]]></category>
		<category><![CDATA[อบรมการบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://hrdsthailand.co.th/?p=1600</guid>

					<description><![CDATA[<p>ประเทศญี่ปุ่นมีโครงสร้างทางสังคมแบบศักดินาที่มีหลายชนชั้นมาตั้งแต่อดีตและก็ยังสืบทอดมาจนปัจจุบันโดยมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ญี่ปุ่นจึงมีวัฒนธรรมที่จึงต้องให้เกียรติผู้ที่มีสถานภาพสูงกว่า ชาวญี่ปุ่นทุกคนถูกปลูกฝังให้ตระหนักถึงสถานภาพของตนเองและผู้อื่นอยู่เสมอ </p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-5/">OMOTENASHI  |  EP 5</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">ความสุภาพอ่อนน้อมและการให้เกียรติลูกค้า</h2>



<p class="wp-block-paragraph">บทความก่อนหน้านี้ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่เป็นองค์ประกอบหลักของปรัชญาแห่ง OMOTENASHI หรือจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่นไปแล้ว 3 ประการคือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-2/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>ความใส่ใจห่วงใยผู้อื่น</strong></a></li>



<li><a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-3/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>ความใส่ใจในสิ่งที่ทำ</strong></a></li>



<li><a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-4/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>การอำนวยความสะดวก</strong></a></li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">บทความนี้จะกล่าวถึงคุณลักษณะหลักประการสุดท้ายของ OMOTENASHI คืออุปนิสัยพื้นฐานของคนญี่ปุ่นที่มี “<strong>ความสุภาพนอบน้อมและการให้เกียรติผู้อื่น</strong>”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ประเทศญี่ปุ่นมีโครงสร้างทางสังคมแบบศักดินาที่มีหลายชนชั้นมาตั้งแต่อดีตและก็ยังสืบทอดมาจนปัจจุบันโดยมีการเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ญี่ปุ่นจึงมีวัฒนธรรมที่จึงต้องให้เกียรติผู้ที่มีสถานภาพสูงกว่า ชาวญี่ปุ่นทุกคนถูกปลูกฝังให้ตระหนักถึงสถานภาพของตนเองและผู้อื่นอยู่เสมอ เริ่มต้นตั้งแต่ในครอบครัวที่มีการจัดลำดับความสำคัญและการให้ความเคารพยำเกรงกันมาตั้งแต่โบราณกาล ผู้ใหญ่เหนือกว่าเด็ก ผู้ชายเหนือกว่าผู้หญิง สามีทำหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัว ส่วนภรรยาดูแลงานบ้านและลูก ๆ ดังนั้นสามีจึงมีอำนาจและปากเสียงมากที่สุด ภรรยาและลูก ๆ ต้องให้ความเคารพและเชื่อฟัง ถ้าเคยได้ดูภาพยนตร์ญี่ปุ่นในยุคก่อนจะเห็นว่าพ่อจะมีบุคลิกเคร่งขรึมดุดัน หญิงชาวญี่ปุ่นก็จะต้องนอบน้อมและให้ความเคารพสามีของเธอ ลูก ๆ ก็ต้องให้ความเคารพนอบน้อมและเชื่อฟังพ่อแม่อย่างเคร่งครัด การแสดงออกถึงความสุภาพน้อมน้อมถ่อมตนของญี่ปุ่นนั้นจึงแสดงออกเห็นได้จากสีหน้าท่าทางอย่างชัดเจนในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะยืน เดินหรือนั่ง รวมถึงภาษาที่ใช้สื่อสารกับผู้อื่น</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากภาษาที่บ่งบอกถึงความเป็นคนสุภาพ นอบน้อมถ่อมตนและให้เกียรติผู้อื่นแล้ว สังคมญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับจริยธรรมและมารยาทสังคม โดยมีการปลูกฝังกันตั้งแต่ในบ้านและโรงเรียน พ่อแม่ชาวญี่ปุ่นทุ่มเทและให้ความสำคัญกับการสั่งสอนลูก ๆ ให้ประพฤติปฏิบัติตนในสังคมอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกของตนเองนั้นมีปัญหาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมหรือเป็นปัญหากับผู้อื่นจนอาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">การศึกษาภาคบังคับของญี่ปุ่นกำหนดให้เยาวชนได้รับการศึกษาถึงระดับมัธยมต้น หรือ Middle School – 中学校 &nbsp;(ちゅうがっこう – Chūgakkō) โดยโรงเรียนของรัฐไม่เรียกเก็บค่าเล่าเรียน ค่าตำราและวัสดุอุปกรณ์ ผู้ปกครองสนับสนุนเพียงค่าเดินทางและอาหารให้กับบุตรหลานของตัวเองเท่านั้น นอกเหนือจากการเรียนวิชาต่าง ๆ ตามมาตรฐานการศึกษาสากลแล้ว โรงเรียนในญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับวิชาศีลธรรมและจริยธรรมโดยจัดให้มีตำราและตารางเรียนอย่างเป็นทางการ ในวิชานี้ เด็กนักเรียนจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันว่าอะไร “ควร” และ “ไม่ควร” ปฏิบัติเมื่ออยู่ในสังคม นอกจากนี้โรงเรียนในญี่ปุ่นจะไม่มี “ภารโรง” เด็กนักเรียนจะถูกจัดกลุ่มและแบ่งหน้าที่กันทำความสะอาดบริเวณโรงเรียนทั้งหมดเพื่อปลูกฝังและฝึกฝนให้เด็ก ๆ รับผิดชอบหน้าที่ของตนเองและสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้</p>



<figure class="wp-block-table alignleft is-style-stripes"><table><tbody><tr><td><strong>ลำดับที่ต่ำกว่า</strong></td><td><strong>ลำดับที่สูงกว่า</strong></td></tr><tr><td>ลูก</td><td>พ่อแม่</td></tr><tr><td>เด็ก</td><td>ผู้ใหญ่</td></tr><tr><td>นักเรียน</td><td>ครู</td></tr><tr><td>ลูกจ้าง</td><td>นายจ้าง</td></tr><tr><td>พนักงาน</td><td>ผู้บังคับบัญชา</td></tr><tr><td>ผู้ขาย/ผู้ให้บริการ</td><td>ลูกค้า</td></tr><tr><td>เจ้าภาพ/เจ้าบ้าน</td><td>แขก</td></tr><tr><td>ผู้มีอายุน้อยกว่า</td><td>ผู้มีอายุมากว่า</td></tr></tbody></table></figure>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ตาม ชาวญี่ปุ่นก็มิได้สุภาพอ่อนน้อมและให้เกียรติกับทุกคนเสมอไป ชาวญี่ปุ่นมีลำดับชั้นในการใช้ภาษาและการแสดงออกซึ่งความสุภาพให้เกียรติกับบุคคลที่สื่อสารด้วยขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่าย  โครงสร้างที่มีลำดับชั้นทางสังคมส่งผลให้คนญี่ปุ่นแสดงความสุภาพและให้เกียรติแก่บุคคลที่อยู่ในสถานภาพสูงกว่าและเท่าเทียมกันเสมอ แต่เราจะสามารถพบเห็นชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในสถานภาพสูงกว่ามีพฤติกรรมการสื่อสารที่ดุดัน หรือถึงขั้นก้าวร้าวกับผู้ที่อยู่ในสถานภาพต่ำกว่า เช่นพ่อกับลูก หัวหน้างานกับลูกน้อง และลูกค้ากับพนักงานเป็นต้น ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่จะพบบทความซึ่งกล่าวถึงความไม่สุภาพของชาวญี่ปุ่น แต่บทความต่าง ๆ เหล่านี้มักจะเป็นความคิดเห็นของชาวต่างชาติ ตัวอย่างเช่นนักศึกษาชาวต่างชาติที่ทำงานพิเศษอยู่ในร้านค้าต่าง ๆ ของญี่ปุ่นมักจะแสดงความคิดเห็นว่าลูกค้าชาวญี่ปุ่นก้าวร้าว หยาบคายและเรื่องมาก (demanding) โดยเฉพาะลูกค้าที่อยู่ในวัยกลางคน ส่วนชาวต่างชาติที่ไปทำงานระดับปฏิบัติการในประเทศญี่ปุ่นก็มักจะพากันบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าหัวหน้างานชาวญี่ปุ่นนั้นก้าวร้าวและดุดันมาก ถึงกับมีการเปรียบเปรยว่าหัวหน้างานงานชาวญี่ปุ่นเป็น “ผีดูดเลือด” เหตุการณ์เช่นนี้ก็เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากคนญี่ปุ่นมีความมุ่งมั่นจริงจังกับการทำงานและผลการปฏิบัติงานมาก อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับ “สิ่งที่ควรทำ” และ “สิ่งที่ไม่ควรทำ” ในสังคมมาตั้งแต่เป็นเด็ก ครั้นเมื่อพบเห็นชาวต่างชาติที่อยู่ในสถานภาพต่ำกว่านั้น “แสดงพฤติกรรม” หรือ “ส่งมอบผลงาน” ในสิ่งที่ชาวญี่ปุ่นถือว่าไม่ถูกต้องตามที่ตนได้รับการปลูกฝังมาแต่เด็ก ก็จะทำให้ลูกค้าและหัวหน้างานชาวญี่ปุ่นเกิดความไม่พอใจและแสดงพฤติกรรมดุดันก้าวร้าวได้&nbsp; แต่หากว่าผู้ที่ “แสดงพฤติกรรม” หรือ “ส่งมอบผลงาน” ที่ไม่ถูกต้องนั้นอยู่ในระดับที่สูงกว่าตนเอง ชาวญี่ปุ่นก็จะยังคงแสดงความสุภาพและไม่กล้าแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวใด ๆ ออกมาให้เห็นเด็ดขาด ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นชาวต่างชาติหรือชาวญี่ปุ่นก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว “<strong>ลูกค้า</strong>/<strong>แขก</strong>” อยู่ในสถานภาพที่สูงกว่า “<strong>ผู้ขาย</strong>/<strong>ผู้ให้บริการ</strong>/<strong>เจ้าบ้าน</strong>/<strong>เจ้าภาพ</strong>&nbsp;” เสมอ ดังนั้นชาวญี่ปุ่นจึงแสดงความเคารพ นอบน้อมถ่อมตนและให้เกียรติแก่ลูกค้าที่มีอุปการะคุณและแขกทุกคนที่มาเยือนสถานที่ของตนอยู่เสมอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่ก็มีกรณีที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติซึ่งถือเป็น “แขก” ของประเทศญี่ปุ่นนั้น อาจจะได้รับประสบการณ์จากความก้าวร้าวของชาวญี่ปุ่นในระหว่างเดินท่องเที่ยวอยู่ตามถนนหนทางก็เป็นได้ หากนักท่องเที่ยววางตัวอย่างไม่ถูกต้องและถูกพบเห็นโดยชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในระดับอาวุโสกว่า เช่น นักท่องเที่ยวที่ขึ้นบันไดเลื่อนแล้วยืนคุยกันในลักษณะที่ไม่ยืนชิดไปทางด้านหนึ่งเพื่อให้เกิดช่องว่างอีกด้านหนึ่งสำหรับคนอื่นที่ต้องการความรีบเร่งในการเดินทาง ก็อาจจะมีชาวญี่ปุ่นที่สูงวัยกว่าแสดงกิริยาไม่พอใจให้รับรู้ได้ด้วยการเดินชนแบบกระแทกให้พ้นทางไป โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวเอเชียซึ่งบางครั้งชาวญี่ปุ่นอาจจะแยกไม่ออกเนื่องจากรูปพรรณสัณฐานและการแต่งกายที่คล้ายกับคนญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ถึงตอนนี้ ก็พอจะสรุปได้ว่า คุณลักษณะเด่นที่ประกอบกันเป็น OMOTENASHI หรือจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่นนั้นมีอยู่ 4 ประการหลัก ๆ ด้วยกัน คือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ความสุภาพอ่อนน้อมและการให้เกียรติลูกค้า</strong></li>



<li><strong>การอำนวยความสะดวก</strong></li>



<li><strong>ความใส่ใจในสิ่งที่ทำ</strong></li>



<li><strong>ความใส่ใจห่วงใยผู้อื่น</strong></li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/hrdsmastertrainer/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ณธาร สติวรรธน์</a></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">บริษัท เอชอาร์ดีเอส (ประเทศไทย) จำกัด</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">HRDS (Thailand) Ltd.<br>สถาบันฝึกอบรมบุคลากรด้านการบริการโดยเฉพาะ<br>โทร. 02-869-1693 | 081-782-4546</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-5/">OMOTENASHI  |  EP 5</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>OMOTENASHI  &#124;  EP 4</title>
		<link>https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-4/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nathan Stewart]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 22 Oct 2022 12:01:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[omotenashi]]></category>
		<category><![CDATA[Service Mind]]></category>
		<category><![CDATA[อบรมการบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://hrdsthailand.co.th/?p=1593</guid>

					<description><![CDATA[<p>การคำนึงความสะดวกของลูกค้านั้น มาจากค่านิยมหลักของ OMOTENASHI คือ  “omoiyari (思いやり)” หรือ “การคำนึงถึงผู้อื่น (Thinking of others)” ซึ่งค่านิยมนี้ได้ซึมซาบเข้าไปในปรัชญาการทำงานด้านอื่น ๆ ของชาวญี่ปุ่น เช่น Kodawari (こだわり) และ komakai (こまかい)</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-4/">OMOTENASHI  |  EP 4</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">การคำนึงถึงความสะดวกของลูกค้า</h2>



<p class="wp-block-paragraph">จากบทความเรื่อง OMOTENASHI ทั้ง 3 ตอน ทำให้เราได้ทราบคุณลักษณะของจิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่น (Japanese Hospitality) ไปแล้ว 2 คุณลักษณะด้วยกันคือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ความใส่ใจห่วงใยลูกค้า</strong></li>



<li><strong>ความใส่ใจในงานที่ทำ</strong></li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">ในบทความนี้เราจะกล่าวถึงคุณลักษณะประการที่ 3 ของ OMOTENASHI ซึ่งก็คือ “<strong><em>การคำนึงถึงความสะดวกของลูกค้า</em></strong>&nbsp;(มากกว่าความสะดวกของตัวเอง)”</p>



<p class="wp-block-paragraph">การคำนึงความสะดวกของลูกค้านั้น มาจากค่านิยมหลักของ OMOTENASHI ที่เคยได้กล่าวมาแล้วในบทความตอนที่ 2 [<strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-2/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"> EP 2: ความใส่ใจห่วงใยผู้อื่น</a></strong>] ซึ่งก็คือ &nbsp;“<strong>omoiyari (思いやり)</strong>” หรือ “<strong>การคำนึงถึงผู้อื่น (Thinking of others)</strong>” ซึ่งค่านิยมนี้ได้ซึมซาบเข้าไปในปรัชญาการทำงานด้านอื่น ๆ ของชาวญี่ปุ่น เช่น&nbsp;<strong><a href="https://www.tanoshiijapanese.com/dictionary/entry_details.cfm?entry_id=408&amp;element_id=188989&amp;conjugation_type_id=10" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Kodawari (こだわり)</a> และ <a href="https://jlearn.net/dictionary/%E7%B4%B0%E3%81%8B%E3%81%84" target="_blank" rel="noreferrer noopener">komakai (こまか</a>い)</strong>&nbsp;ซึ่งได้อธิบายไว้ในตอนที่ 3 [<strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-3/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">EP3 : ความใส่ใจในสิ่งที่ทำ</a></strong>]</p>



<p class="wp-block-paragraph">“<strong>การอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า</strong>” เป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการบริการ ดังนั้น การอำนวยความสะดวกจึงเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับการบริการโดยทั่วไปอยู่แล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">การอำนวยความสะดวกนั้น มีความหมายตรงตัวอยู่แล้ว ก็คือ การกระทำใด ๆ ก็ตามที่ทำให้เกิดความสะดวกแก่ลูกค้า เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การต้อนรับและดำเนินการต่าง ๆ ให้ลูกค้าอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียเวลารอนาน</li>



<li>การเดินไปหยิบของมาให้ลูกค้า แทนการบอกลูกค้าว่าของสิ่งนั้นอยู่ตรงไหน</li>



<li>การกรอกแบบฟอร์มให้ลูกค้า แทนการให้ลูกค้ากรอกแบบฟอร์มเอง</li>



<li>การพาลูกค้าไปยังสถานที่ใดที่หนึ่ง แทนการบอกทางให้ลูกค้าเดินไปเอง</li>



<li>การประสานงานกับหน่วยงานในองค์กรให้ลูกค้า แทนการบอกวิธีให้ลูกค้าไปติดต่อกับหน่วยงานอื่น ๆ ด้วยตนเอง</li>



<li>การนำส่งสินค้า/การไปให้บริการลูกค้าที่บ้านหรือที่ทำงาน แทนการให้ลูกค้าเดินทางมารับสินค้า/รับบริการด้วยตัวเอง</li>



<li>การจัดเวลาเปิด-ปิดทำการตามเวลาที่ลูกค้าสะดวก แทนการเลือกทำการตามเวลาที่องค์กรหรือบุคลากรสะดวก</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">เราสามารถพบเรื่องราวมากมายจากผู้ที่เคยใช้ชีวิตหรือเดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่นที่บรรยายความประทับใจในการอำนวยความสะดวกของชาวญี่ปุ่น หนึ่งในตัวอย่างพื้นฐาน (classic example) ซึ่งผู้เขียนเองก็ได้สัมผัสด้วยตัวเองหลายครั้งในประเทศญี่ปุ่นคือ ผู้เขียนเดินหาร้านกาแฟซึ่ง GPS นำทางระบุว่าอยู่ในบริเวณนั้น แต่ผู้เขียนเดินวนไปมาหลายรอบแล้วก็ยังหาร้านกาแฟนี้ไม่เจอ จึงตัดสินใจเดินเข้าไปขอความช่วยเหลือจากพนักงานชาวญี่ปุ่นของร้านค้าแห่งหนึ่ง ซึ่งพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ เธอผู้นั้นแสดงอาการตื่นเต้นกระวนกระวายพร้อมกับพยายามจะอธิบาย แต่ด้วยข้อจำกัดทางภาษา เธอจึงแสดงท่าทางให้ผู้เขียนรับรู้ว่าให้รออยู่ตรงนั้นก่อน จากนั้นเธอก็วิ่งหายไปหลังร้านสักครู่และกลับมาพร้อมด้วยพนักงานอีกคนหนึ่ง พนักงานผู้มาใหม่นี้จับข้อมือของผู้เขียนและแสดงกิริยาให้รับรู้ว่าให้เดินตามเธอไป และเธอก็พาขึ้นบันไดเลื่อนไปอีกสองชั้น ซึ่งร้านกาแฟที่ว่านี้ตั้งอยู่ในตำแหน่งเดียวกันแต่อยู่ถัดขึ้นไปอีก 2 ชั้น เมื่อไปถึงพนักงานผู้นี้ก็ผายมือและพยายามพูดเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ผู้เขียนยืนยันว่าเธอได้พามายังสถานที่ ๆ ถูกต้องหรือไม่ จากนั้นเธอก็โค้งคำนับ ก่อนที่จะเดินกลับไปปฏิบัติหน้าที่ของเธอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เชื่อว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงต้องเคยมีประสบการณ์แบบเดียวกันนี้หรือเคยได้รับฟังเรื่องเล่าคล้ายกันนี้จากผู้คนที่ประทับใจในการบริการของชาวญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้ไปอุดหนุนหรือใช้บริการใด ๆ ที่กิจการของเขาเลย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้าจะถามว่าทำไมประเทศญี่ปุ่นจึงมีชื่อเสียงในด้านการดูแลอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในลักษณะนี้ ก็คงจะต้องเปรียบเทียบกับการบริการของประเทศอื่นเช่นประเทศฮ่องกง ซึ่งผู้ให้บริการส่วนใหญ่นั้น “ทำเฉพาะหน้าที่” ของตนเองจริง ๆ และถ้าไม่ใช่ลูกค้าที่ “จ่ายเงิน” ซื้อสินค้าหรือบริการจากร้านของตนแล้ว พนักงานของร้านค้าหลายแห่งในฮ่องกงส่วนใหญ่จะแสดงพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตรกับลูกค้าหรือนักท่องเที่ยวเลย ถ้าหากใครเคยมีโอกาสได้ไปฮ่องกงคงเคยได้สัมผัสกับประสบการณ์แบบนั้น โดยเฉพาะเมื่อเราเป็นคนเอเชีย พนักงานบางร้านก็ดูเหมือนจะไม่ให้ความสนใจนัก เริ่มต้นตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบางคนซึ่งแสดงท่าทางรังเกียจนักท่องเที่ยวชาวเอเชียให้เห็นได้เด่นชัด แค่การไปถามเส้นทางกับพนักงานตามร้านในศูนย์การค้า ส่วนใหญ่ก็จะชี้นิ้วไปที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์และบอกกับนักท่องเที่ยวด้วยท่าทางและน้ำเสียงไม่เป็นมิตรว่า “Information” เป็นการบอกให้รับรู้ว่า “ประชาสัมพันธ์อยู่นั่น ไม่เห็นหรือไง”&nbsp; ทั้ง ๆ ที่นักท่องเที่ยวเพียงแค่ต้องการจะถามว่าประตูทางออกอยู่ที่ไหน และก็ได้ทราบจากเจ้าหน้าที่ Information ว่า ทางออกที่กำลังมองหาอยู่นั้นก็อยู่ข้างร้านของพนักงานคนนั้นนั่นเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">จริง ๆ แล้ว พนักงานของร้านค้าในฮ่องกงที่เป็นมิตรและยินดีอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าและนักท่องเที่ยวก็มีอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานของร้านค้าที่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น Bossini, Giordano G2000 และ แบรนด์ที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ เนื่องจากพนักงานของร้านเหล่านี้น่าจะได้รับการคัดเลือกมาอย่างดีและผ่านการฝึกอบรมด้านทักษะการดูแลและการสื่อสารกับลูกค้ามาแล้ว จึงมีพฤติกรรมแตกต่างจากพนักงานของร้านค้าที่เป็นเจ้าของคนเดียว การบริการแบบเป็นมิตรและเอาใจใส่ในฮ่องกงจึงไม่ได้มีปริมาณหรือจำนวนมากพอให้ชาวต่างชาติได้พบเห็นถึงขนาดจะเป็นที่ล่ำลือในด้านบริการที่ดีได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้น เรียกได้ว่าพนักงานและคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ (ถ้าไม่ใช่ทั้งหมด) จะมอบความเป็นมิตร การดูแลและอำนวยความสะดวกผู้ที่มาเยี่ยมเยือนประเทศของเขาด้วยความใส่ใจเสมอ จนกลายเป็นภาพที่ตราตรึงอยู่ในความรู้สึกของชาวต่างชาติทุกคนที่เคยได้สัมผัสกับชาวญี่ปุ่น</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับในประเทศไทยเองก็มีองค์กรและพนักงานที่ใส่ใจ ให้ความสำคัญกับการดูแลอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ก็ยังอาจจะยังไม่มากพอที่จะสร้างภาพลักษณ์ทางด้านการบริการได้อย่างเข้มแข็งเด่นชัดเหมือนกับประเทศญี่ปุ่น เรายังมีบุคลากรส่วนหนึ่งที่คำนึงถึงความสะดวกของตนเองมากกว่าความสะดวกของลูกค้า &nbsp;ผู้เขียนขอเปรียบเทียบการบริการที่ “คำนึงถึงความสะดวกของลูกค้า” และ “คำนึงถึงความสะดวกของตัวเอง” ด้วยตัวอย่างต่อไปนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ครั้งหนึ่งผู้เขียนได้ซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง และต้องการใบกำกับภาษี จึงต้องไปต่อคิวรอที่เคาน์เตอร์ซึ่งจัดไว้สำหรับออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าโดยเฉพาะ วันนั้นมีลูกค้ามาต่อคิวขอใบกำกับภาษีหลายรายทีเดียว ทำให้พนักงานผู้ให้บริการเกิดอารมณ์หงุดหงิดให้ลูกค้าเห็นได้ทางสีหน้าและท่าทางอย่างชัดเจน เมื่อถึงคิวผู้ที่ยืนรอก่อนหน้าผู้เขียนซึ่งเป็นหญิงสาวในวัยเริ่มต้นทำงาน พนักงานผู้ออกใบกำกับภาษีและฉีกออกจากเครื่องพิมพ์ (printer) ด้วยความเร่งรีบ ส่งผลให้ใบกำกับภาษีนั้นฉีกขาดในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง พนักงานผู้นั้นถอนหายใจ และเอ่ยกับลูกค้าผู้ขอใบกำกับภาษีนั้นว่า “ลองเอาไปดูก่อนละกันนะคะ ถ้าใช้ไม่ได้ค่อยเอามาเปลี่ยน” ลูกค้าผู้นั้นหน้าเสียทันที และอาจจะด้วยความที่เธอเป็นเด็กกว่าจึงไม่กล้าพูดอะไร แต่สีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความเครียดและความกังวล ผู้เขียนซึ่งยืนอยู่ตรงนั้นพอดี จึงบอกกับพนักงานของห้างฯ ไปว่า “ทำไมน้องไม่พิมพ์ใหม่ให้เขาไปเลยล่ะ เขาจะได้ไม่ต้องมาเปลี่ยนทีหลัง” พนักงานผู้นั้นแสดงสีหน้าไม่สู้พอใจนัก แต่ก็พิมพ์ใบกำกับภาษีให้ใหม่ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่ถึง 1 นาทีเท่านั้น ลูกค้าผู้นั้นเมื่อได้รับใบกำกับภาษีที่พนักงานพิมพ์ให้ใหม่แล้ว ก็หันกลับมายกมือไหว้และกล่าวขอบคุณผู้เขียนก่อนที่จะเดินจากไปด้วยสีหน้าโล่งใจ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า ยังมีผู้ให้บริการจำนวนหนึ่งที่ปฏิบัติงานโดยคำนึงถึงความสะดวกของตัวเองจนอาจจะไม่ทันได้ตระหนักว่ากำลังเป็นการผลักภาระไปให้ลูกค้า เนื่องจากตัวพนักงานเองนั้นเดินทางมาทำงานที่ห้างฯ ทุกวัน จึงรู้สึกว่าการเดินทางมาที่ห้างฯ เป็นเรื่องปกติ มิใช่เรื่องลำบากยากเย็นอะไร ทำให้พนักงานอาจจะไม่ได้คำนึงถึงว่า ลูกค้าบางคนกว่าจะเดินทางมาถึงห้างสรรพสินค้านั้นเป็นการยากลำบากเพียงใด ลูกค้าอาจจะต้องขับรถหรือขึ้นรถโดยสารสาธารณะฝ่าการจราจรที่ติดขัดมาถึงห้างฯ จากนั้นต้องหาที่จอดรถและเดินเข้ามาที่เคาน์เตอร์ออกใบกำกับภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่สามารถสร้างความไม่สะดวกให้กับลูกค้าได้ทั้งสิ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ถึงแม้ว่าพนักงานประเภทนี้จะมีจำนวนน้อยกว่าพนักงานในองค์กรเดียวกันที่คอยให้ความใส่ใจและดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี แต่ก็เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างอัตลักษณ์ทางด้านการบริการขององค์กรโดยรวม และอาจจะทำให้พนักงานอื่น ๆ ที่พยายามดูแลลูกค้าเป็นอย่างดีนั้นถูกมองไปในเชิงลบอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งใดก็ตามในประเทศญี่ปุ่น โอกาสที่พนักงานจะดึงใบกำกับภาษีออกจากเครื่องพิมพ์โดยเกิดการฉีกขาดในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้องนั้น จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก เนื่องจาก คนญี่ปุ่นเกือบทุกคน “ใส่ใจในสิ่งที่ทำ” และ “ทำงานด้วยความประณีต พิถีพิถัน” มิใช่ เพียงแค่ทำให้เสร็จ ๆ ไป แต่ถ้าหากเกิดความผิดพลาดเช่นนี้ขึ้นจริง ๆ เราก็จะสามารถพยากรณ์ได้เลยว่า พนักงานผู้นั้นจะต้องแสดงสีหน้าสำนึกผิดอย่างใหญ่หลวงและกล่าวขอโทษลูกค้าพร้อมกับการโค้งคำนับหลายครั้งหลายหน ก่อนที่จะบอกลูกค้าว่า “รบกวนรอสักครู่นะคะ ดิฉันจะทำให้ใหม่ค่ะ” และเมื่อพิมพ์ใหม่เสร็จแล้ว ระหว่างที่มอบให้กับลูกค้าก็จะกล่าวขอโทษลูกค้าอีกครั้งว่า “ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้คุณผู้หญิงต้องเสียเวลา ขอบคุณที่กรุณารอนะคะ” เพราะชาวญี่ปุ่นมี “จิตวิญญาณการบริการ – omotenashi” ที่แท้จริง</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถึงบทความตอนที่ 4 นี้แล้ว ท่านผู้อ่านคงเข้าใจได้ว่า การบริการตามแบบญี่ปุ่น หรือ omotenashi นั้น ประกอบด้วยคุณลักษณะต่อไป</p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>การใส่ใจห่วงใยลูกค้า</strong></li>



<li><strong>การใส่ใจในงานที่ทำ</strong></li>



<li><strong>การคำนึงถึงความสะดวกของลูกค้าเป็นอันดับแรก</strong></li>
</ol>



<p class="wp-block-paragraph">คุณลักษณะทั้งสามประการของการบริการแบบญี่ปุ่นนี้ พบเห็นได้ไม่บ่อยนักในประเทศอื่น ๆ รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในบางประเทศ หากถ้าไม่ใช่เป็นพนักงานขององค์กรหรือห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ที่ได้รับการอบรมมาแล้วจริง ๆ ก็จะไม่ให้ความใส่ใจลูกค้าเลย แค่เราไปถามหาว่าอะไรอยู่ตรงไหนพนักงานบางคนถึงกับแสดงสีหน้าไม่พอใจ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ประเทศญี่ปุ่นมี omotenashi เป็นอัตลักษณ์อันโดดเด่นจนเป็นที่ประจักษ์แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในบทความตอนต่อไปจะกล่าวถึงองค์ประกอบอีกประการหนึ่งที่เป็นพื้นฐานของการบริการคือ “<strong>ความสุภาพและการให้เกียรติลูกค้า</strong>”</p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/hrdsmastertrainer/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ณธาร สติวรรธน์</a></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">บริษัท เอชอาร์ดีเอส (ประเทศไทย) จำกัด</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">HRDS (Thailand) Ltd.<br>สถาบันฝึกอบรมบุคลากรด้านการบริการ การพัฒนาภาวะผู้นำ และ การพัฒนาทีมงาน<br>โทร. 02-869-1693 | 081-782-4546</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-4/">OMOTENASHI  |  EP 4</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>OMOTENASHI  &#124;  EP 3</title>
		<link>https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nathan Stewart]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Oct 2022 11:27:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[omotenashi]]></category>
		<category><![CDATA[Service Mind]]></category>
		<category><![CDATA[อบรมการบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://hrdsthailand.co.th/?p=1586</guid>

					<description><![CDATA[<p>ภาษาญี่ปุ่นมีสำนวนยอดนิยมที่บ่งบอกค่านิยมในการทำงานหนักหรือการทำงานอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ คือ “ganbaru (頑張る)” ซึ่งเป็นสำนวนที่ใช้กันในชีวิตประจำวันและใช้กันอยู่ในทุกหนแห่งไม่ว่าจะเป็นในบ้าน ในสถาบันการศึกษา ในที่ทำงาน ในสนามกีฬา และใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ </p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-3/">OMOTENASHI  |  EP 3</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">ความใส่ใจในสิ่งที่ทำ</h2>



<p class="wp-block-paragraph">ในบทความที่แล้วเราได้รู้จักกับคุณลักษณะเด่นที่เป็นหัวใจสำคัญของ omotenashi คือ “<strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-2/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การใส่ใจห่วงใยผู้อื่น</a></strong>” หรือ “<em><strong>การสังเกต คิดและเป็นห่วงถึงปัญหา ความยากลำบาก หรือความไม่สะดวกที่ลูกค้าอาจจะต้องเผชิญก่อนที่จะพบกัน และอาจจะต้องเผชิญเมื่อจากกันไปแล้ว ดังนั้นจึงกระทำการบางอย่างที่เป็นการสร้างความสะดวกแก่ลูกค้าโดยที่ลูกค้าไม่ต้องเอ่ยปากบอก หรือ ร้องขอ</strong></em>” ซึ่งคุณลักษณะเด่นดังกล่าวนี้เป็น “เรื่องที่ลูกค้าไม่ได้คาดหวัง” เป็น “สิ่งที่ไม่ต้องทำลูกค้าก็ไม่ว่าอะไร” หรือกล่าวง่าย ๆ ก็คือลูกค้ารู้สึกว่า “ไม่ใช่ธุระหน้าที่” ของผู้ให้บริการ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขนาดในเรื่องที่ “ไม่ใช่ธุระหน้าที่” คนญี่ปุ่นยังทำด้วยความใส่ใจขนาดนั้น แล้วเรื่องที่ลูกค้าคาดหวังว่า “เป็นหน้าที่” บุคลากรชาวญี่ปุ่นจะใส่ใจขนาดไหน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้นในบทความนี้เราจะมากล่าวถึงความใส่ใจงานซึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงของบุคลากรชาวญี่ปุ่น &nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว “ความใส่ใจในสิ่งที่ทำ” ดูเหมือนจะมาจากค่านิยมทางวัฒนธรรมหลายประการด้วยกัน เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>doing one’s best (ทำให้ดีที่สุด)</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li>not giving up (การไม่ย่อท้อกับสิ่งที่ทำอยู่)</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li>knowing your role (รู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ประกอบกับสภาวะสงครามและภัยธรรมชาติที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตของชาวญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา ทำให้ชาวญี่ปุ่นมีความอดทนกับโชคชะตาของชีวิตและมีความพากเพียรอุตสาหะในการบูรณะซ่อมแซมบ้านเมืองของตนมาหลายยุคหลายสมัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภาษาญี่ปุ่นมีสำนวนยอดนิยมที่บ่งบอกค่านิยมในการทำงานหนักหรือการทำงานอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ คือ “ganbaru (頑張る)” ซึ่งเป็นสำนวนที่ใช้กันในชีวิตประจำวันและใช้กันอยู่ในทุกหนแห่งไม่ว่าจะเป็นในบ้าน ในสถาบันการศึกษา ในที่ทำงาน ในสนามกีฬา และใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ แม้แต่ในสถานการณ์ที่ชายหนุ่มกำลังจะไปจีบสาว</p>



<p class="wp-block-paragraph">คำว่า “ganbaru (頑張る)” มีลักษณะเช่นเดียวกับคำว่า omotenashi คือเป็นคำที่มาจากค่านิยมทางวัฒนธรรม จึงเป็นการยากที่จะแปลเป็นภาษาอื่น ด้วยคำหรือวลีสั้น ๆ ที่สามารถให้ความหมายได้ครอบคลุมอย่างชัดเจน ยิ่งถ้าแปลกันแบบตรงตัวแล้ว ยิ่งอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนสับสนไปอีก ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายท่านจึงให้นิยามความหมายของ ganbaru ไว้ว่า “ทำให้ดีที่สุด” หรือ “ฝ่าฟันไปให้ได้” บ่งบอกถึงความบากบั่นทุ่มเทในการฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้ได้ผลงานที่ดีที่สุดในสิ่งที่ทำ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ganbaru ใช้กันในหลายรูปแบบ สำนวนที่คุ้นเคยกันมากที่สุดก็คือ &nbsp;ganbatte หรือ ganbatte ne แต่ถ้าต้องการความสุภาพหรือเป็นทางการมากขึ้นก็จะใช้ ganbatte kudasai เป็นสำนวนที่ใช้สำหรับการให้กำลังใจกัน คล้ายกับที่เราใช้กันในภาษาไทยว่า “โชคดีนะ” เพื่อให้กำลังใจกับคนที่กำลังจะต้องทำอะไรสักอย่างที่ยากลำบากหรือต้องทำงานที่มีความท้าทาย แต่คำว่า ganbatte มีความหมายในเชิง “ความพยายาม” หรือ “ความทุ่มเท (effort)” ซึ่งไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ กับโชคชะตาเลย ดังนั้นสำนวนนี้จึงน่าจะให้ความหมายว่า “ทำให้ดีที่สุดนะ” หรือ “ทำให้เต็มที่นะ” และก็ยังมีสำนวน “ganbarimasu” ซึ่งให้ความหมายว่า “ฉันจะทุ่มเทให้เต็มที่และทำให้ดีที่สุด(เพื่อคุณ)” เป็นต้น ในบทความนี้คงจะไม่สามารถยกตัวอย่างสำนวนที่เกี่ยวข้องกับ ganbaru ได้ทั้งหมดเนื่องจากเป็นสำนวนที่ใช้กันมากมายในชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่น</p>



<p class="wp-block-paragraph" id="kowadari">ค่านิยมอื่น ๆ ที่มีอิทธิพลให้ชาวญี่ปุ่นมีความมุ่งมั่นที่จะสรรสร้างผลงานให้ดีที่สุดคือ “Kodawari (こだわり)” ซึ่งเป็นปรัชญาแห่ง “ความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลงานที่สมบูรณ์แบบ (The pursuit of perfection)” และ komakai (こまかい)” แปลแบบตรงตัวได้ว่า “เล็ก/ละเอียด (small/fine)” ซึ่งน่าจะให้ความหมายในภาษาไทยได้ว่า “ประณีต” “พิถีพิถัน” และ “ใส่ใจในรายละเอียด” ค่านิยมสองประการนี้ทำให้สินค้าและบริการของประเทศญี่ปุ่นสามารถสร้างชื่อเสียงและความเชื่อถือไว้วางใจไปทั่วโลก ในทางกลับกัน ค่านิยมสองประการนี้ก็มีอิทธิพลให้ชาวญี่ปุ่นกลายเป็นคนมีมาตรฐานในการดำรงชีวิตสูงไปโดยปริยาย ชาวญี่ปุ่นจึงนิยมเลือกใช้สินค้าหรือบริการที่เป็นผลิตผลของญี่ปุ่นเองเท่านั้น (Made in Japan only)</p>



<p class="wp-block-paragraph">เจ้าของธุรกิจร้านอาหารและพ่อครัวแม่ครัวชาวญี่ปุ่นจะคัดสรรวัตถุดิบที่ดีสุดเท่านั้นเพื่อนำมาประกอบอาหารให้ลูกค้า อีกทั้งยังประกอบอาหารด้วยความประณีต พิถีพิถัน ใส่ใจในรายละเอียดและขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่การเตรียมและการปรุงอาหาร ภาชนะและวัสดุตกแต่ง อุปกรณ์ในการรับประทานอาหาร แม้กระทั่งการคำนวณระยะเวลาที่นำไปบริการให้ลูกค้าเพื่อให้อาหารอยู่ในสภาพและอุณหภูมิที่เหมาะสม</p>



<p class="wp-block-paragraph">สินค้าที่ผลิตจากโรงงานในญี่ปุ่น ได้รับความใส่ใจตั้งแต่การออกแบบสินค้าโดยคำนึงถึงรายละเอียดในการใช้งานของลูกค้า เลือกสรรวัตถุดิบที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ผ่านกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพในเกณฑ์มาตรฐานสูง ส่งผลให้สินค้าจากประเทศญี่ปุ่นได้รับความเชื่อถือและเป็นที่นิยมชมชอบของผู้อุปโภคบริโภคทั่วโลก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ร้านค้าปลีกในประเทศญี่ปุ่นคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าของตนมานำเสนอให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ ถึงแม้ระดับของสินค้าจะแตกต่างกันระหว่างร้านค้าปลีกในตลาดระดับบนและตลาดล่าง แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือเป็นสินค้าที่ได้คุณภาพและมาตรฐานทั้งสิ้น ร้านค้าให้ความใส่ใจในการจัดเรียงสินค้าให้ลูกค้าเลือกซื้อหาได้อย่างสะดวก</p>



<p class="wp-block-paragraph">และดังที่กล่าวไว้ในบทความ&nbsp;<strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-1/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">การบริการด้วยใจอย่างแท้จริง</a></strong>&nbsp;ในพิธีชงชาซึ่งชาวญี่ปุ่นถือเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญและมีค่ามากที่สุด เจ้าภาพหรือผู้ชงชาจึง “ทำให้ดีที่สุด – doing best” เพื่อสร้างประสบการณ์ให้แขกของเขาได้รับความประทับใจอย่างไม่รู้ลืม และเป็น “<em><strong>ประสบการณ์เพียงหนึ่งเดียวในช่วงชีวิต – Once in a lifetime experience</strong></em>”</p>



<p class="wp-block-paragraph">Video Clip นี้แสดงคุณลักษณะของการทุ่มเทและใส่ใจในรายละเอียดของงานที่ทำ</p>



<figure><iframe width="420" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/WrvgVXX2Cr8?rel=0" allowfullscreen=""></iframe></figure>



<p class="wp-block-paragraph">This video clip is from youtube channel : <a href="https://www.youtube.com/channel/UCcpMUZTFfBZod3eFQ0Qle7g/" title="คลิ๊กเพื่อไปที่ช่องของ Small Island" target="_blank" rel="noopener">Small Island</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">จากบทความตอนที่แล้ว [<strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-2/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ความใส่ใจห่วงใยผู้อื่น</a></strong>] ในคลิปวีดีโอเรื่อง&nbsp;<a href="https://www.youtube-nocookie.com/embed/RrE5KicQ1a4?rel=0" target="_blank" rel="noreferrer noopener">Japanese Hospitality</a>&nbsp;ช่วงที่พนักงานในร้านหนังสือนำกระดาษมาห่อปกให้กับลูกค้าที่ซื้อหนังสือนั้น จะขอแยกประเด็นให้เกิดความเข้าใจว่า</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>บริการปกสำหรับห่อหนังสือ เป็นบริการที่เกิดจาก “<strong>ความใส่ใจลูกค้า</strong>” ซึ่งเป็น&nbsp;<a href="https://www.hrdsthailand.com/2020/09/11/omotenashi-and-empathy/#OmotenahsiLevels" target="_blank" rel="noreferrer noopener">omotenashi ระดับองค์กร – Organizational Level</a></li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li>พฤติกรรมในการห่อปกหนังสือ – เป็น “<strong>ความใส่ใจในสิ่งที่ทำ</strong>” ของพนักงาน ซึ่งเป็น&nbsp;<a href="https://www.hrdsthailand.com/2020/09/11/omotenashi-and-empathy/#OmotenahsiLevels" target="_blank" rel="noreferrer noopener">omotenashi ระดับบุคคล – Personal Level</a></li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ร้านหนังสือในประเทศไทยเราเองก็มีบริการห่อปกหนังสือที่ซื้อจากทางร้านให้ฟรีเหมือนกัน แต่ความแตกต่างที่เราสามารถเห็นได้เด่นชัดคือ “<strong>พฤติกรรมในการห่อปกหนังสือ</strong>” ของพนักงานทั้งสองเชื้อชาติ พนักงานชาวญี่ปุ่นห่อปกหนังสือให้ลูกค้าด้วยกิริยาท่าทางที่แสดงออกถึงใส่ใจ วิธีการใส่ วิธีการพับเป็นไปอย่างประณีตบรรจง ส่วนพนักงานร้านหนังสือในบ้านเราส่วนใหญ่ที่ผู้เขียนเคยได้สัมผัสจะมีพฤติกรรมแบบ “<strong><em>นโยบายของทางร้านบอกไว้ว่าให้ห่อปกหนังสือให้ลูกค้าด้วย ก็ทำให้เสร็จ ๆ ไป&nbsp;</em></strong>&nbsp;”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่ยกตัวอย่างเปรียบเทียบนี้ มิได้มีวัตถุประสงค์จะต่อว่าหรือเสียดสีพนักงานชาวไทย เพียงแต่จะชี้ประเด็นให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “การห่อปกหนังสือในแบบที่มีจิตวิญญาณบริการของญี่ปุ่น” (การห่อปกหนังสือแบบ omotenashi) และ “การห่อปกหนังสือเพียงเพราะเป็นมาตรฐานหรือนโยบายขององค์กร”&nbsp;</p>



<p class="wp-block-paragraph">โอโมเตนาชิ – จิตวิญญาณการบริการแบบญี่ปุ่นนั้น มีอยู่ในชาวญี่ปุ่นทุกระดับ ตั้งแต่เจ้าของกิจการ ผู้บริหาร ผู้จัดการ และพนักงานระดับปฏิบัติการ ถึงแม้ว่าเจ้าของกิจการหรือผู้บริหารจะมี “<strong>ความใส่ใจห่วงใยลูกค้า</strong>” โดยจัดให้มีบริการแบบ omotenashi&nbsp;<strong>ในระดับ Organizational</strong>&nbsp;แล้ว พนักงานผู้ปฏิบัติงานก็จำเป็นต้องมี “<strong>ความใส่ใจในสิ่งที่ทำ</strong>” เพื่อให้เกิด omotenashi&nbsp;<strong>ในระดับ Personal</strong>&nbsp;ด้วย ถึงจะเป็น OMOTENASHI ได้อย่างแท้จริง</p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/hrdsmastertrainer/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ณธาร สติวรรธน์</a></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">บริษัท เอชอาร์ดีเอส (ประเทศไทย) จำกัด</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">HRDS (Thailand) Ltd.<br>สถาบันฝึกอบรมบุคลากรด้านการบริการโดยเฉพาะ<br>โทร. 02-869-1693 | 081-782-4546</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-3/">OMOTENASHI  |  EP 3</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>OMOTENASHI &#124; EP 2</title>
		<link>https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Nathan Stewart]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 20 Sep 2022 10:34:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[omotenashi]]></category>
		<category><![CDATA[Service Mind]]></category>
		<category><![CDATA[อบรมการบริการ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://hrdsthailand.co.th/?p=1575</guid>

					<description><![CDATA[<p>ที่จริงแล้วก็มีแนวคิดและทฤษฎีอื่น ๆ อีกมากมายเกี่ยวกับการให้บริการของประเทศตะวันตกหลายประการที่คล้ายคลึงกับ omotenashi ซึ่งในประเทศไทยก็มีผู้นำแนวคิดและทฤษฎีเหล่านั้นมาจัดเป็นหลักสูตรฝึกอบรมให้กับพนักงานบริการในองค์กรมาช้านานแล้ว </p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-2/">OMOTENASHI | EP 2</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h2 class="wp-block-heading">ความใส่ใจห่วงใยผู้อื่น</h2>



<p class="wp-block-paragraph">บทความก่อนหน้านี้ [<a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-1/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">OMOTENASHI | EP 1: การบริการด้วยใจอย่างแท้จริง</a>] ได้อธิบายความหมาย ที่มาและปรัชญาของ omotenashi (おもてなし) ไว้แล้ว ในบทความนี้และบทความต่อ ๆ ไปจะกล่าวถึงรูปแบบและวิธีการในเชิงค่านิยมทางวัฒนธรรม (Culture Values) ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่อยู่เบื้องหลัง omotenashi – จิตวิญญาณการบริการของญี่ปุ่น</p>



<p class="wp-block-paragraph">การบริการแบบ omotenashi นั้น ที่จริงแล้วก็มีแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการให้บริการของประเทศตะวันตกหลายประการที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งในประเทศไทยก็มีผู้นำแนวคิดและทฤษฎีเหล่านั้นมาจัดเป็นหลักสูตรฝึกอบรมให้กับพนักงานบริการในองค์กรมาช้านานแล้ว แต่หลักสูตรฝึกอบรมส่วนใหญ่นั้นจะอยู่ในรูปแบบที่กระจัดกระจายเหมือน Jigsaw ที่ไม่ได้นำมาประกอบรวมกัน ดังนั้น omotenashi จึงสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีในการบูรณาการแนวคิดและทฤษฎีด้านการบริการต่าง ๆ มาไว้ด้วยกัน ซึ่งผู้เขียนจะอธิบายเปรียบเทียบและบูรณาการให้เข้าใจ หลังจากที่อธิบายองค์ประกอบที่สำคัญของ omotenashi เรียบร้อยแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">omotenashi เป็นจิตวิญญาณการบริการที่มีอยู่ในชาวญี่ปุ่นแทบทุกคน ดังนั้น omotenashi จึงประกอบไปด้วยค่านิยมทางวัฒนธรรม (Culture Values) ของญี่ปุ่นหลายประการมาไว้ด้วยกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ประเทศญี่ปุ่นมีค่านิยมทางวัฒนธรรมที่สำคัญอยู่หลายประการที่คนญี่ปุ่นได้รับการปลูกฝังตั้งแต่ยังเด็กจากครอบครัวต่อเนื่องไปยังสถาบันการศึกษา จนถึงสถานที่ทำงาน เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การคำนึงถึงผู้อื่น (thinking of others)</li>



<li>การรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง (knowing one’s role)</li>



<li>การทำให้ดีที่สุด (doing one’s best)</li>



<li>ความไม่ย่อท้อ (not giving up)</li>



<li>การให้ความเคารพผู้ที่สถานภาพสูงกว่า (respecting seniority)</li>



<li>การทำงานร่วมกับผู้อื่น (working in a group)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph" id="omoiyari">บทความนี้จะชี้ประเด็นค่านิยมวัฒนธรรมที่เป็นหัวใจ หรือเป็น “แก่น” ของ omotenashi คือ “<strong><em>การคำนึงถึงผู้อื่น</em></strong>” ซึ่งผู้เขียนขอเรียกให้เข้าใจง่ายขึ้นว่า “<strong><em>ความใส่ใจห่วงใยผู้อื่น</em></strong>” หรือ “<strong><em>Thinking of others</em></strong>“</p>



<p class="wp-block-paragraph">ชาวญี่ปุ่นจะได้รับการปลูกฝังในเรื่องของ omoiyari (思いやり) ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก omoiyari คือการเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เด็ก ๆ จะถูกสอนให้รู้จักสังเกตและนึกถึงความยากลำบากหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น ถ้าเป็นภาษาไทยน่าจะตรงกับสำนวนที่ว่า “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”</p>



<p class="wp-block-paragraph">omoiyari มาจากรากศัพท์ของคำกริยาในภาษาญี่ปุ่น 2 คำ คือ&nbsp;<strong>omou (omoi)</strong>&nbsp;แปลว่า “<strong>คิด – think</strong>” และ&nbsp;<strong>yaru (yari)</strong>&nbsp;แปลว่า “<strong>กระทำการ – act on something</strong>” รวมกิริยาสองคำนี้รวมกันหมายความว่าให้นึกถึงผู้อื่นและกระทำการบางอย่างเพื่อผู้อื่น ตัวอย่างพื้นฐานก็คือ เด็กชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่บนรถโดยสารสาธารณะได้สังเกตเห็นว่าสตรีมีครรภ์ขึ้นมาบนรถโดยสารและไม่มีที่นั่งว่าง โดยสัญชาติญาณ เขาคิด/เป็นห่วงว่าเธอจะลำบากหากต้องยืนบนรถที่วิ่งอยู่ ในขณะที่เธอกำลังตั้งครรภ์และอาจจะเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ของเธอได้ (<strong>omou</strong>) เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงรีบลุกขึ้นยืนและเชิญให้สตรีมีครรภ์ผู้นั้นนั่งลงตรงที่นั่งของเขา (<strong>yaru</strong>) การกระทำเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็น&nbsp;<strong>omoiyari</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ค่านิยม omoiyari มิได้ทำให้คนญี่ปุ่นใส่ใจและดูแลเฉพาะลูกค้าเท่านั้น คนญี่ปุ่นยังใส่ใจและห่วงใยคนรอบข้างทุกคนเนื่องจากค่านิยมนี้ได้รับการปลูกฝังจนกลายเป็นสัญชาติญาณและอุปนิสัยพื้นฐานของคนญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้น คนญี่ปุ่นมิได้มีความใส่ใจห่วงใยผู้อื่นแต่เฉพาะในขณะที่อยู่ด้วยกันเท่านั้น คนญี่ปุ่นยังใส่ใจและห่วงใยถึงปัญหา ความยากลำบาก (ความไม่สะดวก) ของอีกฝ่ายตั้งแต่ก่อนจะมาพบกันไปจนถึงสถานการณ์ที่อีกฝ่ายต้องเผชิญเมื่อจากกันไปแล้ว เรียกได้ว่า ใส่ใจห่วงใยไปเสียทุกเรื่อง เช่น เมื่อจะมาพบกันอีกฝ่ายจะเดินทางมาอย่างไร ลำบากไหม ต้องการความช่วยเหลืออะไรบ้าง และเมื่อจะต้องกลับไปก็ใส่ใจห่วงใยอีกว่า กว่าจะเดินทางกลับถึงบ้าน ระหว่างทางจะหิวไหม ควรมีอะไรติดตัวไปรับประทานระหว่างเดินทางหรือไม่ เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ใน Youtube มี video clip อยู่มากมายทั้งของไทยและต่างประเทศ ที่เราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับ omotenashi ได้ แต่ที่ผู้เขียนได้เลือกมาให้ชมนี้เป็น video clip ของญี่ปุ่นชื่อ&nbsp;<strong><a href="https://www.youtube-nocookie.com/embed/RrE5KicQ1a4?rel=0" target="_blank" rel="noreferrer noopener">OMOTENASHI Japanese Hospitality</a></strong>&nbsp;เนื่องจากเป็น clip ที่สามารถสื่อให้เห็นถึงค่านิยมทางวัฒนธรรมหลาย ๆ ประการของคนญี่ปุ่นที่ประกอบรวมกันเป็น omotenashi ได้ค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะหัวใจหลักที่โดดเด่นของ omotenashi ซึ่งมาจากค่านิยมเรื่อง “การคำนึงถึงผู้อื่น” (thinking of others) หรือ “ความใส่ใจห่วงใยผู้อื่น” ดังนั้นจึงขออนุญาตเจ้าของ video clip&nbsp;<strong><em>“</em><a href="https://www.youtube-nocookie.com/embed/RrE5KicQ1a4?rel=0" target="_blank" rel="noreferrer noopener">OMOTENASHI Japanese Hospitality</a></strong>” เพื่อนำมาใช้ประกอบการอธิบายในบทความนี้</p>



<figure><iframe width="420" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/RrE5KicQ1a4?rel=0" frameborder="0" allowfullscreen="">
</iframe></figure>



<p class="wp-block-paragraph">This video clip is from youtube channel : <a title="คลิ๊กเพื่อไปที่ช่องของ Small Island" href="https://www.youtube.com/channel/UCcpMUZTFfBZod3eFQ0Qle7g/" target="_blank" rel="noopener">Small Island</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">จากตัวอย่างในคลิป Omotenashi Japanese Hospitality แสดงให้เห็นค่านิยม omoiyari ได้อย่างชัดเจน เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ที่ Supermarket ลูกค้าซื้อผลิตภัณฑ์ที่ต้องรักษาอุณหภูมิ (ความเย็น) ทางร้านคิด/เป็นห่วงว่าลูกค้าน่าจะใช้เวลาเดินทางกลับบ้านซึ่งอาจจะทำให้อาหารสดนั้นไม่อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม (omou) ทางร้านจึงได้เตรียมแผ่นน้ำแข็งแห้งใส่ไปกับผลิตภัณฑ์นั้นด้วยเพื่อรักษาอุณหภูมิไว้ระหว่างที่ลูกค้าเดินทางกลับบ้าน (yaru)</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li>ร้านอาหารที่เปิดรับลูกค้าต่างชาติ และคิด/เป็นห่วงลูกค้าไม่เข้าใจเมนูภาษาญี่ปุ่น (omou) จึงเพิ่มเมนูภาษาอื่น ๆ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความสะดวกในการเลือกรายการอาหาร (yaru)</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li>ร้านหนังสือคิดไปถึงตอนที่ลูกค้าอ่านหนังสือว่าอาจจะมีการวางหรือจับซึ่งอาจจะทำให้หนังสือไม่อยู่ในสภาพสวยงามดังเดิม (omou) จึงมีบริการห่อปกหนังสือให้ด้วยกระดาษที่สวยงาม (yaru)</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li>พนักงานของร้านหนังสือนำเทปกาวปิดถุงกระดาษและคิด/เป็นห่วงว่าลูกค้าจะแกะออกได้ยาก (omou) จึงพับปลายเทปกาวด้านหนึ่งเพื่อให้ลูกค้าสามารถแกะออกได้สะดวก (yaru)</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li>ร้านหนังสือเดียวกันนั้น มีถุงกระดาษไว้สำหรับใส่หนังสือที่ลูกค้าซื้อเพื่อถือกลับบ้านได้สะดวก แต่ในวันฝนตกทางร้านคิด/เป็นห่วงว่าระหว่างเดินทางออกจากร้านไป ถุงและหนังสือของลูกค้าจะโดนฝนทำให้เปียกและเกิดความเสียหาย (omou) ทางร้านจึงจัดให้มีถุงพลาสติกไว้หุ้มทับถุงกระดาษอีกชั้นหนึ่งเพื่อป้องกันฝนให้กับลูกค้า (yaru)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">จะเห็นได้ว่าตัวอย่างทั้งหมดจาก video clip เรื่อง OMOTENASHI Japanese Hospitality นั้น เป็นตัวอย่างที่มาจากกิจการซึ่ง “ธุรกิจหลัก” หรือ “ผลิตภัณฑ์หลัก” ขององค์กรเหล่านี้คือ “สินค้า (Goods)” มิใช่ “บริการ (Service)” เช่น Supermarket ที่จำหน่าย สินค้าอุปโภคบริโภค ส่วนร้านอาหารก็เป็นร้านแบบบริการตนเอง และร้านขายหนังสือ แต่ก็เป็นดังที่ผู้จัดการของร้านขายหนังสือได้กล่าวไว้ในตอนท้ายของ clip ว่า</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow">
<p class="wp-block-paragraph">“<strong><em>When I fill out a survey and say what industry I work in. I want to say it’s service industry. We sell things, but that not all. We want customers to walk away with that feeling</em></strong>”</p>
</blockquote>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow">
<p class="wp-block-paragraph">“<strong><em>ผมเคยกรอกแบบสำรวจที่ถามว่าผมทำงานในธุรกิจประเภทไหน ผมอยากบอกว่า มันเป็นธุรกิจบริการ ถึงแม้เราจะขายสิ่งของ (หนังสือ) แต่จริง ๆ ไม่ใช่ทั้งหมด เราต้องการให้ลูกค้าของเราเดินจากไปด้วยความรู้สึกแบบนั้น (รู้สึกว่าเราไม่ได้เพียงแค่ขายหนังสือ)</em></strong>”</p>
</blockquote>



<p class="wp-block-paragraph">นอกเหนือจาก video clip เรื่อง OMOTENASHI Japanese Hospitality แล้ว เมื่อใดก็ตามที่เราได้รับชม video clip อื่น ๆ หรือได้อ่านบทความอื่น ๆ เกี่ยวกับ omotenashi สิ่งที่เราสามารถเห็นได้เด่นชัดก็คือ ค่านิยม omoiyari คือ “คิด/เป็นห่วงลูกค้า ” (omou) และ “ทำอะไรบางอย่างเพื่อลูกค้า” (yaru) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ omotenashi เช่น</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ร้านขายขนมเค้ก ซึ่งลูกค้าซื้อกลับบ้าน คิดว่าเมื่อลูกค้าจะทานขนมเค้กก็จะต้องใช้ช้อนและกระดาษทิชชู (omou) พนักงานจึงนำช้อนและกระดาษทิชชูใส่ไปในถุงให้กับลูกค้าด้วย (yaru)</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li>ร้านอาหารที่มีห้องส่วนตัวซึ่งลูกค้าต้องถอดรองเท้าไว้หน้าห้องก่อนเข้าไปรับประทานอาหารในลักษณะที่หัวรองเท้าชี้เข้าไปในห้อง เมื่อเสร็จจากการรับประทานอาหารแล้ว ทางร้าน(หรือพนักงาน) คิด/ห่วงว่า เมื่อลูกค้าจะต้องสวมรองเท้าจะต้องหันตัวกลับมาและเกิดความไม่สะดวก (omou) พนักงาน (หรือทางร้านจัดให้เป็นมาตรฐานการปฏิบัติงานไว้) ได้หันหัวรองเท้ากลับด้านเพื่อให้ลูกค้าสามารถสวมได้อย่างสะดวกเมื่อเดินออกจากห้องอาหารมา (yaru)</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น หัวใจหลักของ OMOTENASHI คือ</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow">
<p class="wp-block-paragraph"><strong>การสังเกต คิดและเป็นห่วงถึงปัญหา ความยากลำบาก หรือความไม่สะดวกที่ลูกค้าอาจจะต้องเผชิญก่อนที่จะพบกัน และอาจจะต้องเผชิญเมื่อจากกันไปแล้ว ดังนั้นจึงกระทำการบางอย่างที่เป็นการสร้างความสะดวกแก่ลูกค้าโดยที่ลูกค้าไม่ต้องเอ่ยปากบอก หรือ ร้องขอ</strong></p>
</blockquote>



<p class="wp-block-paragraph">ค่านิยม omoiyari นี่เองที่ทำให้ omotenashi เป็น “<strong>บริการที่ประทับใจ</strong>” หรือ เป็นบริการที่ “<strong>เหนือความคาดหวัง</strong>” เนื่องจากผู้รับบริการนั้นยังไม่ได้คิดถึงปัญหาหรือความยากลำบากที่ตนเองต้องเผชิญในอนาคตด้วยซ้ำไป แต่องค์กรหรือผู้ให้บริการได้ “คิดแทน” และ “ทำให้” เรียบร้อยแล้ว โดยที่ลูกค้าไม่ได้ร้องขอ หรืออธิบายง่าย ๆ ก็คือ omoiyari นั้น ทำให้ลูกค้าคิดว่าสิ่งเหล่านี้อยู่นอกเหนือหน้าที่ขององค์กรและพนักงาน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ทำก็ได้ เพราะถ้าไม่ได้ทำ ลูกค้าก็ไม่ได้ตำหนิและไม่ได้รู้สึกแย่อะไรเลย</p>



<p class="wp-block-paragraph" id="OmotenahsiLevels">การนำ omotenashi มาใช้ในธุรกิจเกิดขึ้นใน 2 ระดับคือ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong><u>ระดับองค์กร (Organizational Level)</u></strong>&nbsp;– ผู้บริหารขององค์กรคำนึงถึงปัญหา ความยากลำบาก หรือความไม่สะดวกที่จะเกิดขึ้นกับลูกค้าส่วนใหญ่ขององค์กร จึงจัดให้มีบริการเหล่านั้นไว้เป็นมาตรฐาน</li>
</ul>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong><u>ระดับบุคคล (Personal Level)</u></strong>&nbsp;หรือ&nbsp;<strong><u>ระดับบุคลากร (Personnel Level)</u></strong>&nbsp;– ผู้บริหารขององค์กรมิได้จัดให้มีบริการนั้น ๆ ไว้บริการลูกค้า เนื่องจากไม่มีปัญหา ความยากลำบาก หรือความไม่สะดวกแบบนั้นเกิดขึ้นกับลูกค้าส่วนใหญ่ขององค์กร แต่ในบางสถานการณ์ พนักงานผู้ให้บริการได้สังเกตเห็น และคำนึงถึงความไม่สะดวกของลูกค้าเฉพาะราย จึงได้กระทำการบางอย่างเพื่อบริการลูกค้ารายนั้นด้วยสัญชาติญาณหรือจิตวิญญาณของตนเอง</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">จากตัวอย่างใน video clip เราจะเห็นได้ว่า omotenashi เกือบทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นในระดับองค์กร ถึงแม้ว่าพนักงานจะเป็นผู้กระทำก็ตาม เพราะหากผู้บริหารขององค์กรมิได้จัดเตรียมให้มีสิ่งต่าง ๆ เช่นแผ่นน้ำแข็งแห้ง ปกห่อหนังสือ และถุงพลาสติกคลุมกันฝนไว้บริการลูกค้าแล้ว พนักงานจะกระทำสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้อย่างไร อาจจะยกเว้นได้เพียงกรณีที่พนักงานร้านหนังสือพับปลายเทปกาวอีกด้านหนึ่งไว้ให้ลูกค้าเท่านั้นที่ (อาจจะ) เป็น omotenashi ในระดับบุคคล</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในโอกาสต่อไป จะมาอธิบายถึง omotenashi ทั้งสองระดับนี้อย่างละเอียดยิ่งขึ้นใน [&nbsp;<strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep6/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">EP6 : OMOTENASHI 2 ระดับในองค์กร</a></strong>&nbsp;] เมื่อได้กล่าวถึงองค์ประกอบอื่น ๆ ของ omotenashi เรียบร้อยแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><a href="https://hrdsthailand.co.th/hrdsmastertrainer/" target="_blank" rel="noreferrer noopener">ณธาร สติวรรธน์</a></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="margin-top:0;margin-bottom:0;font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.469), 20px);"><strong><mark style="background-color:rgba(0, 0, 0, 0)" class="has-inline-color has-palette-color-2-color">บริษัท เอชอาร์ดีเอส (ประเทศไทย) จำกัด</mark></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph" style="font-size:clamp(14px, 0.875rem + ((1vw - 3.2px) * 0.313), 18px);">HRDS (Thailand) Ltd.<br>สถาบันฝึกอบรมบุคลากรด้านการบริการโดยเฉพาะ<br>โทร. 02-869-1693 | 081-782-4546</p>
<p>The post <a href="https://hrdsthailand.co.th/omotenashi-ep-2/">OMOTENASHI | EP 2</a> appeared first on <a href="https://hrdsthailand.co.th">HRDS (Thailand) Ltd.</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
